วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

โภชนาการกับสุขภาพผิวหนัง และขนของสุนัข

ขน และผิวหนังของสุนัขเป็นสิ่งที่เราสามารถใช้บอกสุขภาพทั่วไปของสุนัขได้ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า เราสามารถบ่งชี้อาการของสุนัขหากขาดสารอาหารชนิดต่าง ๆ ว่าจะเกิดอาการอย่างไร การขาดสารอาหารจะทำห้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง หน้าที่ และสีของขน และผิวหนังของสุนัขอย่างไร ดังนั้นเจ้าของสุนัขจึงเชื่อว่าการให้อาหารที่ดี จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยให้สัตว์เลี้ยงของพวกเขามีขน และผิวหนังที่ดี ดังนั้นการขาดสารอาหาร จึงไม่ค่อยเกิดกับสุนัขที่กินอาหารสำเร็จรูป คุณเริ่มสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับผลของสารอาหารต่อผิวหนัง และขนของสุนัขคุณแล้วใช่ไหม ในบทความนี้จะอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับสารอาหารต่าง ๆ มีผลต่อผิวหนัง และขนอย่างไร ในกรณีที่ขาดสารอาหาร เช่นกรดไขมันที่จำเป็น (EFA) กรดอะมิโน (โปรตีน) แร่ธาตุ และวิตามิน การแพ้อาหาร และอาการย่อยอาหารที่ไม่ปกติ
               ผิวหนังชั้นบนของสุนัข หรือเรียกว่าหนังกำพร้า ต่อมที่อยู่ส่วนลึกของผิวหนังเรียกว่าต่อมขน (follicle) ซึ่งจะแตกต่างตามขนาดของเส้นขน และตำแหน่งของร่างกาย เส้นขนจะประกอบด้วยโปรตีนชนิดเคราติน และแร่ธาตุอยู่ในปริมาณเล็กน้อย นักโภชนาการสามารถตรวจความเข้มข้นของแร่ธาตุในขน เพื่อหาความต้องการของแร่ธาตุบางอย่างได้ในสัตว์บางชนิด สุนัขใช้อาหารโปรตีนที่กินแต่ละวันถึง 25% เพื่อการเจริญเติบโตของขน สิ่งที่ทำให้ขนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีแต่สีต่าง ๆ คือเม็ดสีที่เรียกว่าเมลานิน ซึ่งจะอยู่บริเวณที่เรียกว่า hair cortex (ส่วนนอก)
              ขน และผิวหนังทำหน้าที่หลายอย่างที่ค่อนข้างมีระบบที่ซับซ้อน เช่น
ป้องกันร่างกาย (protection); ผิวหนังจะป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้สัมผัสกับภายนอก ไม่ให้ถูกทำลายทั้งทางกายภาพ และทางเคมี
ผิว หนังยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้ปกติ ขนถูกสร้างชั้นป้องกันไม่ให้อุณหภูมิภายนอก และอากาศถูกผิวโดยตรง สุนัขจะไม่เหมือนมนุษย์ที่สามารถลดความร้อนในร่างกายโดยการขับเหงื่อซึ่ง สุนัขไม่สามารถทำได้ สุนัขมีเพียงพื้นที่สัมผัสของร่างกายบางแห่งเท่านั้นที่ระบายความร้อนได้ เช่นอุ้งเท้า การระบายความร้อนโดยการหอบของสุนัขจะช่วยระบายความร้อนผ่านออกจากร่างกาย
             กักเก็บ (Storage); ผิวหนังทำหน้าที่เก็บรักษาของเหลวไขมัน และอิเลคโตรไลท์ให้กับร่างกาย
             การ ขับออก (Excretion); ผิวหนังทำหน้าที่ในขับของเหลว แร่ธาตุบางชนิด สารไนโตรเจน และเศษของเสียจากเซล ผ่านเหงื่อ และต่อมไขมัน
รับรู้สัมผัส (Sensation); ผิวหนัง และขนทำหน้าที่รับรู้อุณหภูมิภายนอก และการสัมผัส
             การสื่อสาร (Communication); ผิวหนังทำหน้าที่สำคัญในการสื่อสารในสังคมของสัตว์เพราะผิวหนังจะปล่อยกลิ่น ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ และช่วยสร้างอาณาเขตของสัตว์ด้วย
            ขน ก็ทำหน้าที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ของสัตว์เลี้ยง และเจ้าของ เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่มีความสุขกับการแปรง และทำความสะอาดขนของสุนัข ซึ่งพวกเขาควรได้อ่านประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์ที่มีผลต่อสุขภาพกาย และใจ นอกจากนี้เราก็ลูบขนพวกเขาเวลาที่เราชมเชยพวกเขา

อะไรที่มีผลต่อสภาพของขนสุนัข
            แม้ว่าคุณไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของขนของสุนัข แต่ไม่อาจมั่นใจได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป การผลิตขนอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลา กลางวัน และอุณหภูมิ โดยสุนัขที่อาศัยอยู่นอกบ้านจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า สุนัขจะผลัดขนปีละ 2 ครั้ง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วง สุนัขที่อยู่ในบ้านจะไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนนัก แต่อาจมีการผลัดขนตลอดทั้งปี มีโรคหลายชนิดที่ส่งผลต่อสุขภาพของผิวหนัง และขน แม้ว่าการขาดสารอาหารก็อาจเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อขน และผิวหนัง แต่ในประเทศตะวันตกที่คนส่วนใหญ่ใช้อาหารสำเร็จรูปเลี้ยงสุนัข จะไม่ค่อยพบปัญหานี้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจทำให้สภาพขน และผิวหนังผิดปกติ อย่างเช่น
- การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และการติดพยาธิ
- การบาดเจ็บทางกายภาพหรือทางเคมี
- การรบกวนของระบบฮอร์โมน และเมตาโบลิซึ่ม
- และปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร
ดังนั้นคุณควรปรึกษาสัตวแพทย์ทันทีที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง
ของผิวหนัง และขนของสุนัข

อาการทั่วไปที่มักพบเมื่อมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากสารอาหาร
             การเกิดรังแค คัน ขาดความเงางาม ขนร่วง การอักเสบของผิวหนัง ถ้าเกิดอาการเหล่านี้คุณอาจเริ่มต้นการแก้ไขได้ง่าย ๆ โดยเปลี่ยนมาใช้อาหารสำเร็จรูปดีกว่าที่จะพยายามเสริมอาหารเสริมชนิดต่าง ๆ
            การขาดกรดไขมันจำเป็น (EFA); สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด จำเป็นต้อง EFA เพื่อสร้างเยื่อบุผนังเซล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวหนัง และขน การทำงานของไต และระบบสืบพันธุ์ในสุนัข กรดลิโนเลอิคซึ่งพบส่วนใหญ่จากน้ำมันพืช เป็น EFA หลักที่สุนัขต้องการ หากขาดจะพบว่าขนหยาบแห้งมีรังแค แผลหายช้า และผิวแตก สุนัขที่ได้รับอาหารไขมันต่ำโดยไม่มีการเสริมน้ำมันพืชอย่างเพียงพอ บางครั้งการขาด EFA อาจเกิดในสุนัขที่มีปัญหาที่ตับอ่อน ตับหรือลำใส้เล็ก เนื่องจากการเกิดความบกพร่องของอวัยวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาการย่อยของ ไขมัน ถ้าสุนัขของคุณเกิดปัญหาเหล่านี้คุณจำเป็นที่ต้องพาเขาไปรับการรักษา และจัดการเรื่องอาหารภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์

การขาดโปรตีน และกรดอะมิโน
             สุนัขอาจเกิดปัญหานี้ถ้าเขาได้รับสารอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูงไม่เพียงพอ อาการที่พบอาจมีเรื่องสีขนที่เปลี่ยนแปลงไป หลุดร่วงง่าย แต่งอกขึ้นช้า การขาดกรดอะมิโนจำเพาะบางอย่างเช่นไทโรซีน ทริปโตเฟน และ ซี สตีน อาจมีผลต่อการสร้างผิวหนัง และสีขน แต่สุนัขมักไม่เกิดการขาดโปรตีน ยกเว้นเขาจะกินแต่ธัญพืชเท่านั้น การขาดกรดอะมิโนที่มีกำมะถัน เป็นส่วนประกอบเช่น เมทไทโอนีน และซีสตีน อาจทำให้เกิดปัญหาขนร่วง ปัญหาการขาดสารอาหารโปรตีนอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่สุนัขกินอาหารที่มีความ ไม่สมดุลย์ทางโภชนาการ แต่มีโปรตีนที่ได้จากสัตว์น้อยเกินไป ในสุนัขโตอาจเกิดปัญหาถ้าขาดโปรตีนเป็นเวลานานหลายเดือน หรือเป็นปีจนกว่าจะเห็นปัญหาดังกล่าว ดังนั้นคุณมักเห็นปัญหาในลูกสุนัขที่กำลังเติบโตมากกว่าซึ่งจะทำให้เกิด ปัญหาการเจริญเติบโตของลูกสุนัข

การขาดแร่ธาตุ
             ปัญหานี้อาจเกิดจากความไม่สมดุลย์ของแร่ธาตุหรือเกิดจากการรบกวนการดูดซึม ของแร่ธาตุในอาหาร เช่นการขาดสังกะสี อาจเกิดจากอาหารมีแคลเซียมสูงเกินไป ทำให้ร่างกายดูดซึมสังกะสีไม่ได้ อาการการขาดสังกะสีอาจพบว่าเกิดการขนร่วง ความผิดปกติของชั้นหนังกำพร้า(Parakeratosis) และขนสีเปลี่ยนแปลงไป (Loss of hair pigmentation) นักวิทยาศาสตร์พบว่าสังกะสีมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ของผิว หนัง และขนของสุนัข สุนัขบางพันธุ์อาจเกิดอาการขาดสังกะสีได้ง่าย เช่นไซเบอเรียน ฮัสกีย์ และอลาสกัน มาลามุส โรคนี้มักเกิดขึ้นช่วงที่สุนัขถึงวัยสมบูรณ์พันธุ์ และอาจพบอาการผื่นแดง บริเวณปาก คาง ตา หู และบริเวณที่ถูกกดทับ เช่นศอก และเข่า โดยอาจพบปัญหาที่บริเวณอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ฝ่าเท้า และอวัยวะเพศ การแก้ปัญหาโดยการให้อาหารเสริมสังกะสีจะช่วยแก้ปัญหาได้ดี อาการขาดสังกะสีอาจเกิดในรูปแบบอื่น ๆ เช่นในลูกสุนัขในหลายพันธุ์โดยเฉพาะในพันธุ์ใหญ่ ผิวหนังจะแดง และหนาตัวบริเวณศรีษะร่างกาย และขา การเกิดปัญหาเช่นนี้มักเกิดจากการเสริมแคลเซียมมากเกินไป หรืออาหารมีปริมาณโปรตีนจากพืชมาก คุณควรระลึกไว้เสมอว่าแม้ว่าความต้องการสังกะสีของสุนัขจะมีเพียงเล็กน้อย และอาการเป็นพิษของสังกะสีจะเกิดเมื่อได้รับในขนาดที่สูงมาก
            การขาดไอโอดีน หรือความผิดปกติของเมตาโบลิซึมของไทรอยด์จะเกิดร่วมกับอาการขนร่วงทั้งตัว ตั้งแต่การเกิดความผิดปกติของเมตาโบลิซึมจะพบได้บ่อยกว่าการขาดสารอาหารชนิด นี้โดยตรง

การขาดวิตามิน
            วิตามินเอ และไบโอตินเป็นวิตามินที่พบการขาดได้บ่อยในสุนัข การขาดวิตามินเอ มักเกิดจากการให้อาหารที่ไขมันต่ำ อาหารคุณภาพต่ำ หรืออาหารสำเร็จรูปที่เก็บรักษาไว้ไม่ดี สัตว์ที่มีปัญหาของตับ และผิวหนังจะหยาบแห้งขาดความเงางาม และขนร่วง สุนัขอาจมีปัญหาตาอักเสบ หรือการหนาตัวของกระจกตาร่วมด้วย สำหรับไบโอตินยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดเพราะปกติแล้วสุนัขจะสามารถ สังเคราะห์ไบโอตินได้เองจากแบคทีเรียในลำใส้ ในการทดลองพบการขาดไบโอตินในสุนัขกรณีที่ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อหยุดการเจริญ เติบโตของแบคทีเรียในลำใส้ หรือกินไข่ขาวดิบจำนวนมาก ซึ่งรบกวนการดูดซึมของไบโอติน อาการขาดไบโอตินจะพบว่าสุนัขจะมีขนหยาบ ขาดเงางาม และขนร่วง อาจพบว่ามีการอักเสบผิวหนังเป็นแผลหลุม การขาดวิตามินอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อสุขภาพขน และผิวหนังได้แก่ ไรโบฟลาวิน ไพริดอกซิน ไนอาซีน วิตามินบี 12 กรดแพทโททีนิค กรดโฟลิค โคลีน คุณควรปรึกษาสัตวแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกลไกอันซับซ้อนของการทำงาน และความต้องการของวิตามินในสุนัข

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโปรตีน

โปรตีน เป็นส่วนสำคัญของเซลสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่นโปรตีนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง เซลล์และกล้ามเนื้อ คุณอาจทราบดีว่าสุนัขจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมของเซลต่าง ๆ แต่มีข้อเท็จจริงอีกว่าโปรตีนมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่หลายอย่างของร่าง กายเช่น การควบคุมเมตาโบลิซึม (เช่น เอนไซม์ และฮอร์โมนบางชนิด) การขนส่งสารต่าง ๆ ไปทั่วร่างกาย และระบบป้องกันโรคของร่างกาย รวมทั้งสามารถให้พลังงานได้เทียบเท่าคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นโปรตีนจึงมีความสำคัญมากต่อสุนัข
               โปรตีนเป็นโมเลกุลใหญ่ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนถึง 20 ชนิด แต่จะมีการเรียงตัวสลับกันไปมา ตามชนิดของโปรตีนซึ่งโปรตีนแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของโปรตีนเอง โปรตีนมีส่วนประกอบของคาร์บอนไฮโดรเจน และอ๊อกซิเจนเหมือนที่พบในไขมัน และคาร์โบไฮเดรต แต่โปรตีนยังมีความเฉพาะตัวแตกต่างจากสารอาหารอื่น ๆ คือมีส่วนประกอบของไนโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างกรดอะมิโนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนอีก 2 ชนิดที่มีส่วนประกอบของกำมะถันอยู่ด้วย กรดอะมิโนต่าง ๆ ยังถูกจัดเป็นกรดอะมิโนจำเป็น และกรดอะมิโนไม่จำเป็น กรดอะมิโนจำเป็นหมายถึงชนิดที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตไม่เพียงพอ สำหรับสุนัขมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่ถึง 10 ชนิด โปรตีนในอาหารจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ โดยเอ็นไซม์ตามลำดับดังนี้
Proteinà Long Chains Peptidesà Short Chains Peptidesà Amino Acid
            โดยกระบวนการย่อยจะเริ่มต้นที่บริเวณกระเพาะ แล้วผ่านเข้าสู่กระบวนการย่อยที่ลำไส้เล็ก ซึ่งในลำไส้นี้จะมีการดูดซึมผ่านไปในกระแสเลือด และกรดอะมิโนจะถูกกระจายเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเมื่อผ่านไปยังเซลที่จำเป็นต้องใช้กรดอะมิโนจะถูกกระจายเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเมื่อผ่านไปยังเซลที่จำเป็นต้องใช้กรดอะมิโน เซลก็จะดึงกรดอะมิโนออกจากเลือดไปใช้ โดยส่วนใหญ่แล้วตับจะทำหน้าที่ในการดึงไนโตรเจนออกจากโมเลกุล และเปลี่ยนเป็นแอมโมเนีย ซึ่งอาจเป็นแหล่งในการเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโนชนิดใหม่หรือเปลี่ยนเป็นยูเรีย แล้วถูกขับออกจากไต เนื่องจากแอมโมเนียที่อยู่ในรูปอิสระจะค่อนข้างเป็นพิษสูง ยูเรียจึงอยู่ในรูปที่ปลอดภัยและสามารถขับออกจากร่างกายได้
             ส่วนที่เหลือของกรดอะมิโนจะถูกใช้ในรูปพลังงานสำหรับร่างกาย หรือเก็บในรูปไขมัน ซึ่งทั้งหมดนี้คุณภาพโปรตีนจากแหล่งต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการย่อยได้ของร่างกาย และกรดอะมิโนที่นำไปใช้ได้ แหล่งโปรตีนที่คุณภาพสูงสุด สำหรับสัตว์อายุน้อยคือ ไข่ และนม ถัดไปคือเนื้อสัตว์ และปลา ส่วนผักและธัญญพืชอยู่อันดับสุดท้าย ผักและโปรตีนจากธัญญพืชมีกรดอะมิโนจำเป็นในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามโปรตีนจากถั่วเหลืองถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยได้ดี และมีกรดอะมิโนจำนวนมาก โดยปกติแล้วสุนัขจะย่อยโปรตีนจากสัตว์ได้ดีกว่าโปรตีนจากพืช แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรใช้เพียงไข่ และนมเป็นแหล่งโปรตีนของสัตว์ เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ เช่นน้ำตาลแลคโตสในนมที่สุนัขย่อยได้ไม่ดี ดังนั้นการพิจารณาใช้โปรตีนต่าง ๆ นักโภชนศาสตร์จะพิจารณาความสมดุลย์ของโปรตีนจากแหล่งต่าง ๆ โดยละเอียด

ทำไมสุนัขต้องการโปรตีน
             โปรตีนในอาหารมีความเป็นต่อสุนัขด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ
  1. เป็นแหล่งของกรดอะมิโน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง
  2. เป็นแหล่งของไนโตรเจน เพื่อเป็นปัจจัยในการผลิตกรดอะมิโนอื่น ๆ และสารประกอบในโตรเจนอื่น ๆ
            ปกติ แล้วร่างกายจะสูญเสียโปรตีนจากร่างกายทุก ๆ วัน ฉะนั้นสุนัขทุกตัวจึงต้องการโปรตีนจากอาหารอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยโปรตีน ที่สูญเสียจากการหลุดลอกของผิวหนัง เล็บ เส้นขน หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ของร่างกายรวมั้งสารกัดหลั่งต่าง ๆ มีโปรตีนประมาณ 1% ในร่างกายจะถูกย่อยสลาย และสังเคราะห์ขึ้นใหม่ทุกวัน แต่ถ้าหากร่างกายไม่ได้รับโปรตีนที่เพียงพอ ร่างกายก็จะไม่สามารถสร้างกระบวนการนี้ได้ เนื่องจากการขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางชนิด บางสภาวะของร่างกาย สุนัขจะต้องการโปรตีนมากขึ้น เช่นกำลังเจริญเติบโต ตั้งท้อง ให้นม หรือช่วงที่ร่างกายต้องการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ในช่วงสภาวะร่างกายเหล่านี้ ร่างกายจำเป็นต้องการโปรตีนที่มีคุณภาพ และย่อยได้ดี ลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติบโตต้องการระดับโปรตีนที่ค่อนข้างสูงในอาหารแล้ว ตอบสนองเนื้อเยื่อที่กำลังเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ แต่ระดับโปรตีนที่ต้องการจะแตกต่างตามพันธุ์ สภาวะแวดล้อม และแหล่งของโปรตีน บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการเสริมโปรตีนจะช่วยให้ลูกสุนัขพัฒนาร่างกาย กล้ามเนี้อ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะโปรตีนส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน และพลังงานส่วนเกินอาจทำให้เกิดปัญหากับสุนัขได้ เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของไขมัน และโรคอ้วนในสุนัขพันธุ์เล็ก หรือโครงสร้างกระดูกที่ผิดปกติในสุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขอาจแสดงอาการขาดโปรตีนได้ในหลายกรณีทั้งที่เกิดจากการการขาดโปรตีนโดย ตรง หรือการขาดกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิด โดยอาการที่เกิดขึ้นในสุนัขโตน้ำหนักตัวจะลดลง ส่วนในลูกสุนัขจะมีการเติบโตที่ช้ากว่าปกติ หรือกล้ามเนื้อลีบ ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้คือเบื่ออาหาร ขนหยาบ และแห้ง ติดโรคต่าง ๆ ง่ายขึ้น ในบางครั้งอาจพบอาการบวนน้ำตามช่วงล่างของร่างกาย
                 ในบางสภาวะของร่างกาย เช่นมีความเครียด บาดเจ็บ หรือป่วย ร่างกายสุนัขจะต้องการระดับโปรตีนจากอาหารสูงขึ้น แต่อย่างไรควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะในบางโรค เราจำเป็นต้องจำกัดระดับโปรตีนในอาหาร เช่นภาวะไตวาย เนื่องจากไตจะกำจัดของเสียจากการย่อยโปรตีนได้น้อยลงในสุนัขที่ป่วยด้วยโรค ไตในหลายกรณีพบว่าการปรับลดระดับโปรตีนในอาหาร แต่ให้โปรตีนที่คุณภาพที่ดีขึ้นจะช่วยให้สุนัขมีอาการดีขึ้น เช่นเดียวกับสุนัขที่ป่วยด้วยโรคตับ ซึ่งตับก็ทำงานในการกำจัดของเสียจากการย่อยโปรตีนเช่นกัน ในสุนัขที่พบอาการแพ้อาหารในบางกรณีพบว่าโปรตีนที่ทำให้เกิดการแพ้บ่อย ๆ คือนมวัว เนื้อวัว และเนื้อแพะ ในบางครั้งการทราบแหล่งโปรตีนในอาหารจะช่วยให้เราจัดการกับกรณีการแพ้อาหาร เหล่านี้ได้ง่ายขึ้นโดยการเข้มงวดกับการเลือกแหล่งของโปรตีน

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความชอบอาหารของสุนัขที่อเมริกาจะต่างจากของสุนัขที่ปารีสไหม

บริษัท Waltham Center for Pet Nutrition กล่าวว่า ความชอบอาหารของสุนัขนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงของเจ้าของ สำหรับหลายๆคนที่ทานขนมปังกับกาแฟเป็นอาหารเช้าประจำ คงรู้สึกแปลกๆถ้าจะให้เปลี่ยนไปกินซุปปลาเป็นอาหารเช้าแทน  แล้วสุนัข กับแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆจะเหมือนคนหรือเปล่า? สุนัขกับแมวในอังกฤษ นั้นชอบกินอาหารต่างจากเพื่อนๆ ของพวกเค้าที่อยู่ในญี่ปุ่น อเมริกา หรือฝรั่งเศส งั้นหรือ? คำตอบที่คุณจะพบได้ต่อไปน่าจะทำให้คุณประหลาดใจได้ไม่น้อย
                ตาม ที่บริษัท Waltham Center for Pet Nutrition (WCPN) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นต้นวิธีการดูแลและโภชนาการสัตว์เลี้ยงระดับโลก กล่าวไว้ว่า ความชอบอาหารของสัตว์นั้นมีความสัมพันธ์ โดยตรงกับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้เป็นเจ้าของ
                “คน ที่เป็นเจ้าของสุนัขมักจะนึกเอาเองเสมอว่า อะไรที่เราอยากกินสุนัขกับแมวก็คงอยากกินแบบเดียวกัน แล้วท้ายที่สุดเราก็จะเป็นคนเลือกว่าเขาจะได้กินอะไร” นาย เจมส์ โซโคโลวสกี้ DVM, Ph.D., ผู้จัดการส่วนงานสัตว์ภิบาลและการติดต่อสื่อสาร ของ Waltham Center Inc. กล่าว “ในประเทศญี่ปุ่น ปลาและอาหารทะเลเป็นอาหารหลักของคน ดังนั้นอาหารแมวก็จะเป็นมีรสหอยกับปลาหมึกคาระมาริด้วย ในขณะที่ในยุโรป เจ้าของสุนัข จะให้อาหารที่มีรสและกลิ่นของเนื้อเป็ดกับกระต่าย ซึ่งใกล้เคียงกับอาหารที่คนแถวนั้นกินกัน”
                ในเรื่องของรสชาตินั้น เจ้าของสุนัขและแมวจะคิดกันเอาเองว่า โดยธรรมชาตินั้น“แมวทุกตัวชอบปลา และสุนัขทุกตัวชอบเนื้อ”  แต่ ในความเป็นจริงนั้น อาหารที่สัตว์เลี้ยงของเราชอบกินก็คืออาหารที่เค้าเคยชิน ยกตัวอย่างเช่น ไม่ใช่แมวทุกตัวที่ชอบกินปลา เพียงแค่แมวจำนวนมากเท่านั้นในญี่ปุ่นที่ชอบกินปลา เพราะแมวจำนวนนี้ได้รับอาหาร ที่เป็นปลามาตั้งแต่แรก สุนัขก็เช่นกันสุนัขในเม็กซิโกจะสามารถรับมือกับอาหารแบบเผ็ดๆได้ แม้กระทั่งว่าให้กินพริกก็ยังกินได้ ทั้งนี้เพราะสุนัขเหล่านี้ได้รับอาหารจากผู้เป็นเจ้าของแบบเดียวกันมา ตั้งแต่ต้น แต่สุนัขในสายพันธุ์เดียวกันที่อยู่ใน ประเทศอังกฤษจะไม่กินอาหารรสจัดขนาดนั้นเพราะไม่เคยชิน การให้อาหารสุนัขและแมวที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบหลักนั้น กลับได้รับความนิยมในทวีปยุโรป แต่สุนัขในอินเดียจะไม่กินเนื้อเลย เพราะสุนัขที่นั่นจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสเนื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบูชากัน

บทบาทของธรรมชาติ
                ตาม ที่กล่าวมาแล้ว นอกจากเจ้าของจะเป็นคนกำหนดว่าสุนัขจะกินอะไรแล้ว พันธุกรรมของสุนัขก็ยังเป็นอีกปัจจัย หนึ่งทีเป็นตัวกำหนดความชอบของเขาด้วย ทำให้หมาแมวทั่วโลกมีความชอบบางอย่างที่เหมือนกัน ในการศึกษาโดยแบ่งแมว ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นแมวที่กินปลาอยู่เป็นประจำ กับอีกกลุ่มไม่เคยกินปลามาก่อน  ปรากฎว่าปริมาณ การตอบรับหรือปฎิเสธปลาไม่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่มนี้ 
                เป็น ที่รู้กันว่า สุนัขนั้นค่อนข้างอะลุ้มอล่วย ในขณะที่แมวทั้งโลกกลับมีชื่อทางด้านความช่างเลือก แมวบางตัวกลับ ไม่ยอมฃกินอาหารซ้ำติดกันสองมื้อ และบางตัวเลือกที่จะอดดีกว่าจะต้องกินอะไรที่ไม่ชอบ                มี งานค้นคว้าและวิจัยจาก WCPN ที่สำคัญมากๆอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งแสดงผลจากการวิจัยว่า แม้เจ้าของสัตว์เลี้ยงจะไม่ได้เจตนาที่จะกำหนด ให้สุนัขหรือแมวชอบหรือไม่ชอบกินอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ แต่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ชอบกินอะไรก็ตามที่เจ้าของป้อนให้กับมือ นั่นเอง
                “การ ได้รับความสนใจจากเจ้าของ และปฏิกิริยาที่สัตว์เลี้ยงมีต่อผู้เป็นเจ้าของกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ต่อสัตว์เลี้ยง มากกว่าอาหาร” โซโคโลวสกี้ กล่าว “ดังนั้นคุณควรแสดงความรับกับสุนัขอย่างถูกวิธีโดยการให้อาหารที่เหมาะกับ เขา อาหารที่เหลือจากโต๊ะนั้นไม่เหมาะสำหรับสุนัข การเล่นสนุกกับเค้าแบบให้ได้ออกกำลังกันบ้าง ลงไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบ้าง นับเป็นอาหารทางใจให้กับสัตว์เลี้ยง ซึ่งดีกว่าอาหารเหลือบนโต๊ะเป็นไหนๆ”

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทำไมอาหารอร่อยๆเหล่านั้นจึงไม่ใช่รางวัลสำหรับสุนัข

นับเป็นเวลาหลายปีที่พ่อแม่ได้ เฝ้าบอกลูกๆว่า “อย่าให้อาหารสุนัขเวลานั่งทานอาหารที่โต๊ะทานข้าว” สิ่งที่พวกเขาไม่ทันได้คิดคือ นอกจากเป็นการพยายามปลูกฝังลูกๆเกี่ยวกับมารยาทบนโต๊ะอาหารแล้วยังเป็นการ ช่วยสุนัข ไปในตัวอีกด้วย นั่นก็เพราะอาหารที่ปลอดภัยสำหรับคนนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อสุนัข ยกตัวอย่างเช่นถ้าสุนัขของคุณ กินช็อกโกแล็ตมากเกินไป (ช็อกโกแล็ตมีสารธีโอโบรมีน) เค้าจะไม่สบายด้วยอาการท้องร่วง อาเจียน มีการลุกลี้ลุกลน กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ และในกรณีที่แย่ที่สุดก็คือ เสียชีวิต!
                การ กินหัวหอมก็จะทำให้เซลเม็ดเลือดแดงถูกทำลายและอาจจะเป็นสาเหตุของโรคโลหิต จาง ส่วนของชอบตลอดกาล ของสุนัขกระดูกที่เหลืออยู่ในจานก็ไม่ปลอดภัยสำหรับการให้เค้ากินนัก เพราะกระดูกมักจะแตกออกมาเป็นชิ้นแหลมๆเล็กๆ ซึ่งเมื่อเค้ากลืนลงไป ก็อาจจะไปฝังอยู่ข้างในทางเดินอาหารของเค้าก็ได้
                สุนัข จะชอบรับอาหารจากคน ซึ่งอาจไม่ใช่อาหารที่เค้าจะกินตามปกติหรือแม้แต่เป็นอาหารที่เขาไม่ควรกิน เพียงเพราะว่าทั้งสุนัขและคนต่างชอบที่จะมีสัมผัสทางร่างกายใกล้ชิดผ่านทาง การให้อาหารอ้วยมือนั่นเอง แต่อาหารของคนมักจะ มีแคลอรี่สูงและมักจะให้สารอาหารที่ไม่ครบถ้วน วิธีแสดงความรักอย่างมีความรับผิดชอบต่อสุนัข ก็คือการเลือกสรรอาหารซึ่งทำ ขึ้นมาให้เหมาะกับความต้องการทางโภชนาการของเค้าโดยตรง อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องอาหารว่า หากอาหารนั้นดีพอสำหรับคุณ ก็น่าจะดีพอสำหรับสุนัขด้วย ถ้าคุณอยากจะเพิ่มสีสรรให้กับอาหารของเค้าคุณก็ทำได้โดยเพิ่มอาหารหลายๆแบบ คุณสามารถผสมอาหารสุนัขแบบแห้งเข้ากับอาหารแบบกระป๋อง  ซึ่ง มีเงื่อนไขว่ายังถูกต้องตามหลักโภชนาการที่สุนัขต้องการเสมอ นอกจากนี้คุณยังสามารถให้รางวัลเพื่อให้เขาได้มีความสุขจากการแทะอะไรเล่น เพลินๆ โดยหาขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขให้เขา ซึ่งปลอดภัยกว่าการให้เขาแทะกระดูก และแน่นอนว่าการให้อาหารที่ถูกต้องไม่ใช่หนทางเดียวที่จะแสดงความรักต่อ สุนัขของคุณ คุณจึงควรใช้เวลาอยู่กับเค้าเพื่อเล่นกับเค้าด้วย นั่นจะทำให้เข้ามีความสุขขึ้นอีกเยอะ 
 

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปีรามิดอาหาร

เมื่อ มีกฎระบุว่าต้องมีการแสดงรายละเอียดของสารอาหารบนผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆสำหรับ คน จึงทำให้ผู้บริโภค สามารถรู้รายละเอียดของโภชนาการของอาหารที่ได้ซื้อไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความตื่นตัวและสนใจ ในเรื่องสุขภาพและโภชนาการที่จำเป็นของสุนัขตามมาเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าสุนัขของคุณนั้นได้รับสารอาหารที่สำคัญ ครบตามความต้องการ คุณต้องเข้าใจถึงสารอาหารพื้นฐาน 5 ชนิด ในการทำให้สุนัขของคุณสุขภาพดี มีความสุข

วิตามิน
            วิตามินนั้นมีไว้สำหรับช่วยในบำรุงสายตา ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก และการเผาผลาญอย่างมีคุณภาพ ในแต่ละการเคลื่อนไหวของสุนัขนั้นต้องการการช่วยเหลือจากวิตามิน เนื่องมาจากว่าวิตามินนั้นเป็นตัวช่วยสำคัญใน การทำปฏิกิริยาทางเคมีของร่างกาย
วิตามิน มีสองประเภทคือวิตามินที่สามารถละลายในน้ำและวิตามินที่สามารถละลายในไขมัน ซึ่งแต่ละตัวนั้น มีหน้าที่ในการทำงานคนละแบบกัน ยกตัวอย่างเช่นหากสุนัขถูกอะไรบาดเท้าเสียจนเลือดออก วิตามินตัวหนึ่งจะสามารถ ช่วยให้เลือดหยุดไหลได้ และอีกตัวหนึ่งจะทำหน้าที่สมานเนื้อเข้าด้วยกัน และเนื่องจากว่าเป็นการยากที่เราจะหาปริมาณ ที่สมดุลย์ของวิตามินในแหล่งอาหารจากธรรมชาติได้จึงต้องมีการเติมวิตามิน เข้าไปรวมอยู่กับอาหาร เพื่อให้ได้ปริมาณตรง ตามความต้องการทางโภชนาการ ในอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น แหล่งวิตามินที่ดี ควรมาจาก วิตามินเสริม นม ผัก ตับ ไต ยีส และ เมล็ดธัญพืช

เกลือแร่
             เกลือแร่จะช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เกลือแร่เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างในร่างกาย เช่นกระดูกและฟัน เกลือแร่มีผลกระทบต่อของเหลวภายในร่างกายสุนัขด้วยอย่างเช่นเลือดเป็นต้น
จริงๆ แล้วเกลือแร่นั้นถูกทำลายได้ยากแต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าสามารถดูดซึมได้ ยากเช่นกัน การมีเกลือแร่มาก เกินไปก็เป็นพิษต่อร่างกายด้วย และเช่นเดียวกับวิตามินคือเป็นการยากที่เราจะหาปริมาณที่สมดุลย์ของเกลือแร่ ใน แหล่งอาหารจากธรรมชาติได้ จึงต้องมีการเติมเกลือแร่เข้าไปรวมอยู่กับอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณตรงตามความ ต้องการ ทางโภชนาการด้วย ในอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น แหล่งเกลือแร่ที่ดี ได้แก่ เกลือแร่เสริม ปลา เนื้อ ตับ นม ธัญพืช และกระดูก

กรดไขมันที่จำเป็น
               เพื่อ ให้พลังงานแก่ร่างกายและผิวหนังรวมทั้งขนที่มีสุขภาพดี ไขมันและกรดไขมันที่จำเป็น (องค์ประกอบหลักของไขมัน) จะมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของสุนัข ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยง และยังทำให้อาหารสุนัขนั้นมีรสชาติดีอีกด้วย ไขมันยังช่วยในการดูดซึมวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันอีกด้วย ในอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น แหล่งไขมันที่ดีและมีกรดไขมันที่จำเป็นก็คือ ไขมันสัตว์ น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์และผลพลอยได้จากเนื้อและสัตว์ปีก

คาร์โบไฮเดรต และใยอาหาร
            เพื่อให้พลังงานและระบบการย่อยอาหารที่ดี คาร์โบไฮเดรตนั้นประกอบจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวคือโมโนแซคคาไรด์ (ไดแซคคาไรด์และโพลีแซคคาไรด์) เมื่อร่างกายสุนัขต้องการพลังงาน คาร์โบไฮเดรตจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว และถ้ามีพลังงานที่สำรองอยู่(เหลืออยู่) ก็จะจัดเก็บอยู่ในรูปของไกลโคเจน
ส่วน ใยอาหารที่อยู่ในคาร์โบไฮเดรตนั้นมีประโยชน์ต่อการย่อยอาหาร และคุณภาพของมูลสุนัข ในอาหารสุนัข แหล่งคาร์โบไฮเดรตและใยอาหารที่ดีก็คือ เมล็ดธัญพืชต่างๆเช่นข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี

โปรตีน
        จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายรวมทั้งความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ โปรตีนนั้นเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดยกเว้นกระดูก ไม่ว่าจะเป็นขน ผิวหนัง เล็บ และกล้ามเนื้อต่างๆ มาจากโปรตีนแทบทั้งสิ้น ในร่างกายสัตว์เลี้ยงจะมีโปรตีนชนิดต่างๆอยู่นับพันชนิด ซึ่งแต่ละโปรตีนก็จะทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่โปรตีนทุกตัวจะสร้างขึ้นจากหน่วยเล็กๆที่เรียกว่ากรดอะมิโน กรดอะมิโนบางตัวนั้นสามารถสร้างได้เองในร่างกาย แต่บางตัวนั้นจะต้องได้มาจากอาหาร ในอาหารสุนัขนั้น แหล่งโปรตีนที่ดีก็คือ เนื้อสัตว์ทุกประเภท ไข่ เนื้อปลา เมล็ดธัญพืช นม และยีสต์

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การศึกษาชิ้นใหม่ๆ พบว่าสุนัขควรจะกินอาหารให้น้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น

น้ำหนักตัวและการออกกำลังกายของสุนัขมีความเชื่อมโยงกับแนวโน้มและเทคโนโลยีของมนุษย์
                จากการติดตามผลการรายงานของ Surgeon General อย่างใกล้ชิด  รายงาน ว่ามนุษย์ที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย จะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้มาก โดยองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงซึ่งมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งเห็นว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นในสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกัน
                จากผลการรายงานดังกล่าว ทำให้ Waltham ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลก ทางด้านการดูแลและการโภชนาการสัตว์เลี้ยง  และ เป็นแหล่งข้อมูลหลักของ National Research Council (NRC) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำหนดปริมาณความต้องการอาหารขั้นต่ำของสัตว์เลี้ยง ได้แก้ไขคำแนะนำด้านอาหารขององค์กร โดยเสนอแนะให้ใช้อาหารสัตว์เลี้ยงที่ให้พลังงานน้อยลงและหากจำเป็นก็ให้ลด ปริมาณอาหารต่อมื้อลงด้วย
                ผลการศึกษาของ Waltham ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการให้อาหาร น้ำหนักร่างกาย และรูปแบบการออกกำลังกายของสุนัข  ผล การศึกษาเปิดเผยว่า ในความเป็นจริงสัตว์เลี้ยงแทบทุกตัว ไม่ได้รับการออกกำลังกายนานเป็นเท่ากับ 60 นาทีต่อวัน เหมือนอย่างที่เคยคิดกันไว้ และการออกกำลังที่ไม่เพียงพอนี้ก็ไม่ได้นำมาพิจารณาเมื่อทำการแบ่งส่วนอาหาร
                สัตวแพทย์ โจ วิลล์ หัวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์ Waltham สำหรับโภชนาการของสัตว์เลี้ยงในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยหลักของ Waltham กล่าวว่า “แนวทางการให้อาหารจะอยู่บนพื้นสมการอย่างง่าย คือ พลังงานที่บริโภคหักออกด้วยพลังงานที่ใช้ไป”    “และ เช่นเดียวกับในมนุษย์ หากพลังงานที่บริโภคไปในร่างการเกินกว่าพลังงานที่ใช้ไป สัตว์เลี้ยงก็จะมีน้ำหนักเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

กิจกรรมของมนุษย์ที่ลดลงจะเท่ากับการลดกิจกรรมในสุนัข
                นัก วิทยาศาสตร์ของ Waltham อ้างว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ประกอบกับกิจกรรมที่ลดลงของมนุษย์ซึ่งส่งผ่านไปถึงเพื่อนสุนัของเรา มีผลต่อระดับการอยู่เฉยๆของสัตว์เลี้ยง “ความสะดวกสบายสมัยใหม่ เช่น ระบบทำความร้อนแบบรวม ซึ่งลดความจำเป็นในการใช้พลังงานให้เกิดความอบอุ่น อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อปัญหาการปฏิบัติตามคำสั่งในหมู่มนุษย์ที่เพิ่ม มากขึ้น” ด๊อกเตอร์ วิลส์ อธิบาย “นอกจากนี้ มีผู้ชายเพียง 10 เปอร์เซนต์และผู้หญิงอีก 20 เปอร์เซนต์ที่ได้รับการจ้างงานให้ทำงานในแบบที่จะต้องมีการใช้ทักษะทางร่าง กาย”
                “ง่ายๆ ครับ” วิลส์กล่าว “พอเราขับรถมากแล้วเดินน้อย สุนัขของเราก็จะออกกำลังน้อยไปด้วย พอเรานั่งอยู่หน้าทีวีและเครื่องคอมพิวเตอร์ สุนัขของเราก็จะนอนอย่างเกียจคร้านข้างๆเรา เราควรจะออกกำลังให้มากขึ้นนะ เราต้องให้สัตว์เลี้ยงได้ใช้พลังงานออกไปบ้าง เหมือนกับที่เราต้องใช้พลังงานเหมือนกัน เพื่อสนองตอบต่อแนวทางนี้”
ออกกำลังได้โดยไม่มีข้อแม้
                การ ค้นคว้ายังระบุอีกว่า ขนาดของร่างกายที่ปรากฏเป็นเพียงปัจจัยประการเดียวที่เห็นได้ชัดเจน สำหรับใช้ในการกำหนดปริมาณอาหารของสัตว์เลี้ยง ที่เจ้าของจะต้องเป็นคนให้(อย่างเช่นในสุนัขที่พันธุ์ใหญ่ก็จะต้องให้อาหาร ในปริมาณที่มากขึ้น) แต่ไม่มีการพิจารณาของการออกกำลังกายว่าจะต้องให้สุนัขนั้นออกกำลังเป็น ประจำในปริมาณเท่าใด
                ตาม ที่ด็อกเตอร์ เจมส์ เอช โซโคโลวสกี้จาก Waltham U.S.A Inc., มีเอกสารหลายหน้าที่แสดงถึงการเทียบเคียงกันแบบตัวต่อตัวระหว่างสัตว์เลี้ยง ที่มีน้ำหนักเกินพอดีและเจ้าของของพวกเค้า “อัตราส่วนที่เห็นนี้ ประกอบไปด้วยการค้นคว้าของเราในเรื่องการลดการออกกำลังกายของสัตว์เลี้ยง ให้เราอธิบายการลงความเห็นให้ฟังว่าทำไมสัตว์เลี้ยงอาจจะไม่ตอบสนองกับเทคโน โลยี่โดยตรง แต่พวกเค้ายังคงได้รับผลกระทบด้วยสิ่งนี้อยู่” ด็อกเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าว “แม้การค้นคว้านี้จะไปทำที่ อังกฤษก็ตาม แต่การศึกษานี้หมายรวมถึงความสำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยงในอเมริกา รายละเอียดในการศึกษาเรื่องนี้นั้น เป็นประเด็นกับทุกประเทศที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา เพราะความมั่งคั่งและการเน้นหนักให้ความสำคัญกับเรื่องของความก้าวหน้าทาง ด้านเทคโนโลยี”
                ด็อก เตอร์ โซโคโลวสกี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติในการให้อาหารแบบใหม่จาก Waltham ที่กำลังจะนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกนั้นมีความพ้องกันกับ กรมการเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ได้ให้ความเห็นไว้ในข้อปฏิบัติในการโภชนาการสำหรับมนุษย์ฉบับใหม่ที่ออก เมื่อเดือนมกราคม ว่าการออกกำลังหรือการทำกิจกรรมน้อยๆนั้น ควรจะพิจาณาเรื่องอาหารด้วย  แต่ด๊อกเตอร์ วิลส์ และ ด็อกเตอร์โซโคโลวสกี้มีเห็นด้วยว่าข้อแนะนำใหม่ควรจะได้รับการพิจารณาสำหรับเป็นแนวทางเท่านั้น
สัตว์เลี้ยงทุกตัวนั้นต่างกัน
                “สัตว์ เลี้ยงทุกตัวนั้นต่างกัน และทั้งสัตว์แพทย์รวมถึงเจ้าของจะต้องนำเอาปัจจัยน้ำหนัก ภาวะ สายพันธุ์ และระดับการทำกิจกรรมของสัตว์เลี้ยง มารวมกันเพื่อกำหนดอาหารที่จะต้องให้กินเข้าไป หากระดับการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรจะพิจารณาเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนิน ชีวิตของตัวเอง เพื่อเพิ่มกิจกรรมหรือการออกกำลังกายทั้งของตนเองและสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น เพื่อต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นของปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของทั้งเจ้าของ และสัตว์เลี้ยงของตน” วิลส์ ปิดท้าย
                สัตว์เลี้ยงก็เหมือนกับมนุษย์ ด็อกเตอร์ โซโคโลวสกี้  เตือน ว่าสัตว์เลี้ยงที่มีน้ำหนักมากเกินไปจะยิ่งประสบปัญหาทางด้านสุขภาพมากขึ้น และยังอ้างว่าจากหลักฐานมากมายแสดงให้เห็นว่า อารมณ์และลักษณะทางกายภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยงนั้น จะเยี่ยมยอดที่สุดเมื่อพวกเค้ามีความกระฉับกระเฉงและดูแลน้ำหนักให้พอดีอยู่ เสมอ
                “สำหรับ สุนัขซึ่งมีน้ำหนักมากเกินไปและไม่ค่อยกระฉับกระเฉงนั้นจำเป็นจะต้องให้ อาหารที่มีแคลอรี่น้อยๆ และถ้าเป็นไปได้ก็ให้ลดการให้อาหารเค้าลงด้วย ขณะที่สุนัขอื่นๆที่ไม่เป็นอย่างนี้อาจจะจำเป็นต้องได้รับอาหารพิเศษสำหรับ สัตว์เลี้ยงโดยตรงด้วย”   ด็อกเตอร์ โซโคโลวสกี้จาก Waltham ต่อท้าย

ควรจะให้อาหารเค้าเท่าไหร่ดีนะ?

สุนัข นั้นต้องการการโภชนาการที่สมดุล นั่นหมายถึงประเภทของสารอาหารที่เหมาะสมและให้พลังงานที่เพียงพอ แก่ความต้องการของร่างกายสุนัขในแต่ละวัน ปริมาณพลังงานที่สุนัขต้องการนั้นยังขึ้นอยู่กับขนาดของพวกเค้า ปริมาณการออกกำลังกายหรือระดับกิจกรรมในแต่ละวันอีกด้วย ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการกำหนดก็คือช่วงชีวิต แต่ละช่วงของสุนัข ว่าเขาอยู่ในช่วงโต เต็มวัย กำลังโต เป็นแม่สุนัขที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมลูก ซึ่งแต่ละช่วงจะต้องการพลังงานในระดับที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้จะช่วยให้คุณได้รู้ว่าสุนัขของคุณควรจะกิน อาหารในปริมาณ เท่าไหร่ด้วยปัจจัยเหล่านี้

สุนัขโตที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน

สุนัขพันธุ์เล็กที่มีกิจกรรมน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ต้องการแคลอรี่วันละ 110-620 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) เนื่องจากเค้ามีกิจกรรมหรือการออกกำลังกายต่อวันที่ค่อนข้างน้อย หรือไม่ค่อยมีกิจกรรม พยายามอย่าให้อาหารเค้าที่เกินความจำเป็น ไม่เช่นนั้นเค้าจะกลายมาเป็นสุนัขที่น้ำหนักเกินง่ายมาก พยายามหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่เหลือๆกับเขา เพราะจะเป็นการให้พลังงานกับเค้ามากเกินไป หากเป็นไปได้ ให้เขาออกกำลังกายเพิ่มขึ้นวันละ 1-2 ชั่วโมง และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์แม้ว่าจะมีน้ำหนักเท่าๆกันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงานในระดับที่แตกต่างกัน

สุนัขพันธุ์กลางที่มีกิจกรรมน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ต้องการพลังงานวันละ 620-1,230 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) เมื่อสุนัขเค้ามีกิจกรรมหรือการออกกำลังกายต่อวันที่ค่อนข้างน้อย หรือไม่ค่อยมีกิจกรรม พยายามอย่าให้อาหารเค้าที่เกินความจำเป็นไม่เช่นนั้นเค้าจะกลายมาเป็นสุนัข ที่น้ำหนักเกินง่ายมาก พยายามหลีกเลี่ยงการให้อาหารเหลือๆ เพราะจะเป็นการให้พลังงานกับเค้ามากเกินไป หากเป็นไปได้ ให้เพิ่มปริมาณการทำกิจกรรมของเค้าเพิ่มขึ้นสักประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์แม้ว่าจะมีน้ำหนักเท่าๆกันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงานในระดับแตกต่างกัน

สุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีกิจกรรมน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ต้องการพลังงานอย่างน้อยวันละ 1,230 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดตัวและ สายพันธุ์ของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) ยกตัวอย่างเช่นสุนัขที่พันธุ์ตัวใหญ่มากๆ ซึ่งอาจมีน้ำหนักมากกว่า 200 ปอนด์ และต้องการพลังงานมากถึงวันละ 3,500 แคลอรี่ แต่เมื่อสุนัขเค้ามีกิจกรรมหรือการออกกำลังกายต่อวันที่ค่อนข้างน้อยหรือไม่ ค่อยมีกิจกรรม คุณต้องระวังอย่าให้อาหารเค้า มากเกินความจำเป็นไม่เช่นนั้นเค้าจะกลายมาเป็นสุนัขที่น้ำหนักเกินง่ายมาก พยายามหลีกเลี่ยงการให้อาหารเหลือๆ เพราะจะเป็นการให้พลังงานกับเค้ามากเกินไป หากเป็นไปได้ พยายามให้เขาออกกำลังกายเพิ่มขึ้นสักประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์แม้ว่า จะมีน้ำหนักเท่าๆ กันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงานในระดับแตกต่างกัน


สุนัขโตที่มีกิจกรรมปานกลาง ระหว่างหนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวัน

สุนัขพันธุ์เล็กเล็กที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่าง หนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวัน
                การ ออกกำลังหรือทำกิจกรรมขนาดนี้สำหรับสุนัขทั่วไปนับว่าเพียงพอแล้ว ควรรักษาระดับให้ได้ประมาณนี้ทุกๆวัน สุนัขพันธุ์ตัวเล็กที่มีการออกกำลังอยู่ในระดับนี้จะต้องการพลังงาน 125-700 แคลอรี่ต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) แต่หากเป็นฤดูหนาวหรือในสภาพอากาศที่เย็นนั้น คุณก็จะต้อง เพิ่มปริมาณอาหารให้เค้าด้วย เพราะเขาต้องการพลังงานมากขึ้นเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิ ของร่างกายในอากาศที่เย็นขึ้น ดังนั้นคุณจึงควรเพิ่มปริมาณอาหารให้เขาได้พลังงานมากพอควรให้อาหารที่มีสาร อาหารครบด้วนและสมดุล หลีกเลี่ยงการให้ เศษอาหารหรืออาหารเหลือเพราะถึงแม้จะให้พลังงานสูงแต่อาจไม่ให้สารอาหารที่ มีประโยชน์อย่างครบถ้วน และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์แม้ว่า จะมีน้ำหนักเท่าๆ กันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงานในระดับแตกต่างกัน

สุนัขพันธุ์กลางที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่าง หนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ขนาดกลางต้องการพลังงานอย่างน้อยวันละ 700-1,400 แคลอรี่ต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) โดยทั่วไปปริมาณการออกกำลังกายประมาณหนึ่งหรือสองชั่วโมงนั้น สำหรับสุนัขขนาดนี้นับว่าเพียงพอแล้ว และควรรักษาระดับให้ได้ทุกวัน แต่หากเป็นฤดูหนาวหรือในสภาพอากาศที่เย็นนั้น คุณก็จะต้องเพิ่มปริมาณอาหารให้เค้าด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่นอนอยู่นอกบ้าน เพราะเขาต้องการพลังงานมากขึ้น เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายในอากาศที่เย็นขึ้น ดังนั้นคุณจึงควรเพิ่มปริมาณอาหารให้เขาได้พลังงานมากพอ ควรให้อาหารที่มีสารอาหารครบด้วนและสมดุล หลีกเลี่ยงการให้เศษอาหารหรือาหารเหลือเพราะถึงแม้จะให้พลังงานสูง แต่อาจไม่ให้สารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะ ต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์แม้ว่าจะมีน้ำหนักเท่าๆกันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงาน ในระดับแตกต่างกัน

สุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่างหนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ต้องการแคลอรี่อย่างน้อยวันละ 1,400 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) ยกตัวอย่างเช่นสุนัขที่พันธุ์ตัวใหญ่มากๆ ซึ่งอาจมีน้ำหนักมากกว่า 200 ปอนด์ และต้องการพลังงานถึงวันละ 3,950 แคลอรี่ โดยทั่วไปการออกกำลังหรือทำกิจกรรมขนาดนี้นับว่าเพียงพอแล้ว แต่คุณก็จะต้องรักษาระดับให้ได้ทุกวัน แต่หากเป็นฤดูหนาวหรือในสภาพอากาศที่เย็นนั้น คุณก็จะต้องเพิ่มปริมาณอาหาร ให้เค้าด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่นอนอยู่นอกบ้านเพราะเขาต้องการพลังงานมากขึ้น เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ในอากาศที่เย็นขึ้น ดังนั้นคุณจึงควรเพิ่มปริมาณอาหารให้เขาได้พลังงานมากพอ ควรให้อาหารที่มีสารอาหารครบด้วนและสมดุล หลีกเลี่ยงการให้เศษอาหารหรือาหารเหลือเพราะถึงแม้จะให้พลังงานสูง แต่อาจไม่ให้สารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน และโปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยรวม สุนัขแต่ละตัวก็จะต้องการพลังงานแตกต่างกันไป สุนัขต่างสายพันธุ์ แม้ว่าจะมีน้ำหนักเท่าๆกันหรือกิจกรรมคล้ายๆกัน ก็ต้องการพลังงาน ในระดับแตกต่างกัน




สุนัขโตที่มีกิจกรรมพอสมควรถึงมาก ระหว่าง สองถึงสามชั่วโมงต่อวัน

สุนัขพันธุ์เล็กที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่าง สองถึงสามชั่วโมงต่อวัน
                สุนัข ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ต้องการแคลอรี่วันละ 150-840 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) การออกกำลังหรือทำกิจกรรมขนาดนี้ถือว่าค่อนข้างมากสำหรับสุนัขทั่วๆไป และพลังงานที่เค้าต้องการก็ขึ้นอยู่กับระดับการออกกำลังหรือการทำกิจกรรมที่ แตกต่างกันในแต่ละวันด้วย ที่สำคัญก็คือ คุณจำเป็นที่จะต้องตรวจดูน้ำหนักของเค้าและสุขภาพโดยทั่วไปอยู่เสมอ เพื่อเปลี่ยนปริมาณอาหารให้เค้าอย่างเหมาะสมได้ทันที

สุนัขพันธุ์กลางที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่างหนึ่งถึงสามชั่วโมงต่อวัน
                ณ ระดับการออกกำลังที่มากกว่าระดับความต้องการการออกกำลังตามธรรมดาแล้ว สุนัขขนาดกลางของคุณ ต้องการพลังงานวันละ 840-1,680 แคลอรี่ต่อวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) พลังงานที่เค้าต้องการก็ขึ้นอยู่กับระดับการออกกำลังหรือการทำกิจกรรม ที่แตกต่างกันในแต่ละวันด้วย ควรตรวจดูน้ำหนักของเค้าและสุขภาพโดยทั่วไปอยู่เสมอ เพื่อเปลี่ยนปริมาณอาหารให้เค้าอย่างเหมาะสมได้ทันที

สุนัขพันธุ์ใหญ่ที่มีกิจกรรมอยู่ระหว่างสองถึงสามชั่วโมงต่อวัน
                ถ้า เค้าเป็นสุนัขที่มีกิจกรรมอยู่ตลอดอย่างนี้ สุนัขตัวใหญ่ของคุณก็ต้องการพลังงานวันละ 1,680 แคลอรี่ หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย) ปริมาณการออกกำลังหรือทำกิจกรรมขนาดนี้ถือว่าสูงกว่าสุนัขทั่วไปแล้ว และพลังงานที่เค้าต้องการก็ขึ้นกับว่า เขามีกิจกกรมอย่างนี้สม่ำเสมอทุกวันหรือไม่ สำหรับสุนัขพันธุ์ที่ตัวใหญ่มากๆนั้นเขาอาจไม่ได้มีกิจกกรมมากขนาดนี้ทุกวัน แต่ไม่ว่าเขาจะมีขนาดไหน คุณจำเป็นที่จะต้องตรวจดูน้ำหนักของเค้าและสุขภาพโดยทั่วไปอยู่เสมอ เพื่อเปลี่ยนปริมาณอาหาร ให้เค้าอย่างเหมาะสมได้ทันที

สุนัขโตที่มีกิจกรรมตลอดทั้งวัน รวมถึงสุนัขทุกขนาดด้วย
                เรา ถือว่าสุนัขโตที่มีกิจกรรมมากมายตลอดทั้งวันนั้นเป็นสุนัขที่มีความกระฉับ กระเฉงอยู่ตลอดเวลา ความต้องการ พลังงานอย่างน้อยของเขาจะมากกว่าสุนัขที่่มีกิจกรรมปานกลางอยู่ 40% ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของเค้าด้วย (กรุณาขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์เพิ่มเติมด้วย)
ยิ่ง ถ้าเค้าเป็นสุนัขที่อยู่ในสภาพแวดล้อมืรหดและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากๆ เค้าก็ยิ่งต้องการพลังงานเพิ่ม มากกว่าเดิมขึ้นไปอีก ในกรณีเช่นนี้ เค้าจะต้องได้รับอาหารต่อวันในปริมาณที่เยอะมาก (อาจจะ 2-4 เท่า จากระดับปกติ) และแน่นอนว่าเค้าต้องได้อาหารอย่างน้อยมากกว่า 1 มื้อต่อวัน ให้อาหารเค้าเมื่อเขาทำงานที่ต้องทำในแต่ละวัน เสร็จแล้วเมื่อเขามีเวลาพักผ่อนและฟื้นกำลังสำหรับวันใหม่ จากนั้นให้ให้อาหารในส่วนที่เหลือ โดยประมาณเวลาที่เหมาะสม ตามที่คุณเห็นควรก่อนจะเริ่มต้นงานใหม่ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ลืมไม่ได้เลยก็คือคุณจะต้องเตรียมน้ำที่สะอาดและใหม่ เสมอ รอไว้ให้เค้าได้ดื่มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสุนัขในกลุ่มนี้จะกินน้ำในปริมาณต่อวันที่มากเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิ ของร่างกายให้คงที่

สุนัขที่มีอายุมากทุกขนาด
                เมื่อ สุนัขของคุณมีอายุมากขึ้น เค้าจะต้องการพลังงานน้อยลง เนื่องจากปริมาณกิจกรรมที่น้อยลงรวมถึงโครงสร้าง ของร่างกายที่เปลี่ยนไปด้วยซึ่งมีผลต่อกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย ต่อไปนี้จะเป็นความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนไปตามอายุ และจะเป็นการแสดงให้เห็นถึง สุนัขที่มีอายุเท่าไหร่ ขนาดไหนนั้น ที่เรียกว่ามีอายุมากแล้ว
                สุนัข พันธุ์เล็ก: พิจารณาว่ามีอายุมาก หากสุนัขนั้นมีอายุได้ 9-10 ปีแล้ว พวกเค้าต้องการพลังงาน 100-560 แคลอรี่ต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย
                สุนัข ขนาดกลาง: พิจารณาว่ามีอายุมาก หากสุนัขนั้นมีอายุได้ 7-8 ปีแล้ว พวกเค้าต้องการพลังงาน 560-1,200 แคลอรี่ต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย
                สุนัข ขนาดใหญ่: พิจารณาว่ามีอายุมาก หากสุนัขนั้นมีอายุได้ 7-8 ปีแล้ว พวกเค้าต้องการพลังงาน 1,120-1,880 แคลอรี่ต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย
                สุนัข ขนาดใหญ่มาก (50 กิโลกรัมขึ้นไป) : พิจารณาว่ามีอายุมาก หากสุนัขนั้นมีอายุได้ 5-6 ปีแล้ว พวกเค้าต้องการพลังงาน 1,880 แคลอรี่หรือมากกว่านั้นต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย
(ให้ขอคำปรึกษาจากสัตว์แพทย์ถึงปริมาณพลังงานที่สุนัขตัวนั้นของคุณเค้าต้องการต่อวัน)
                นอก จากสุนัขที่มีอายุมากจะต้องการพลังงานที่น้อยกว่าสุนัขที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว แล้ว พวกเค้ายังมีความอยากอาหาร ลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้วิธีการกินอาหารของพวกเค้าผิดไป ยกตัวอย่างเช่นจากการสืบทราบพบว่า ในอเมริกานั้นมีอยู่ 16% ที่มีสุนัขอายุ 12 ปีต้องอยู่โรงพยาบาลสัตว์ เนื่องมาจากอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ในขณะที่พบเพียง 5% เท่านั้นที่มีน้ำหนักเกิน ดังนั้นอาหารที่ดีที่สุดในรูปแบบที่จะให้กับสุนัขที่มีอายุสูงมากๆเช่นนี้ ได้ก็ต้องให้มีรสชาติที่อร่อยน่ากิน และสามารถย่อยสลายได้ง่ายมากๆ แต่เวลาที่จะต้องให้อาหารพวกนี้แก่เค้า ก็จะต้องลดปริมาณลงตามที่เค้าใช้พลังงานด้วย หมายถึงว่า ใช้พลังงานน้อย ก็กินให้น้อยนั่นเอง อาหารเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องให้ในปริมาณที่สมดุลย์ และมีสารอาหารครบถ้วนในขณะที่ให้พลังงานน้อยลง ยังถือว่าเราโชคดีกันอยู่มากๆที่อาหารพิเศษสำหรับสุนัข อายุมากๆเช่นนี้ยังมีขายอยู่ และแน่นอนว่าเขาผลิตขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

แม่สุนัขที่กำลังตั้งครรภ์ในทุกขนาดและทุกพันธุ์
                แม่ สุนัขที่กำลังตั้งครรภ์ในทุกขนาดนั้นต้องการอาหารเพิ่มไม่มากนักเมื่อเธอ อยู่ในช่วง 5-6 สัปดาห์แรก ของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพราะลูกของเธอที่อยู่ในครรภ์นั้นจะยังไม่มีการเจริญเติบโตมากนัก ในระยะที่ลูกที่อยู่ในครรภ์มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น จะเป็นช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ ซึ่งในระยะนี้ แม่สุนัขที่กำลังตั้งครรภ์ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในแต่ละสัปดาห์ประมาณ 15% และเมื่อเธอให้กำเนิดลูกๆนั้น เธอจะต้องการอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 50-60% เมื่อเทียบกับพลังงานที่เธอเคยได้รับเมื่อยามปกติ

แม่สุนัขที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการให้นมลูกทุกขนาดและทุกพันธุ์
                ช่วง เวลาแห่งการให้นมลูกของแม่สุนัขนั้นเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต พลังงานที่ร่างกายของแม่สุนัขต้องการ เพิ่มขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของลูกๆของเธอ แต่ในช่วงที่เธอจะต้องให้นมลูกมากที่สุด คือเมื่อบรรดาลูกๆของเธอ อายุได้ประมาณ 4 สัปดาห์ ซึ่งความต้องการพลังงานของแม่สุนัขจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าของระดับความต้องการพลังงานปกติ นี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ อาหารที่เธอจะต้องได้รับในแต่ละวันนั้นจะต้องมีรสชาติที่ดี ย่อยง่าย และให้สารอาหารเข้มข้นเป็นพิเศษ หากจะให้อาหารเป็นมื้อๆ ก็จะต้องให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการ หรือไม่เช่นนั้นจะดียิ่งขึ้นไปอีกหากจะมีอาหารรอเธอไว้ทั้งวัน และแน่นอนว่าควรจะเตรียมน้ำดื่มที่ใหม่และสะอาดจำนวนมากๆ ไว้สำหรับแม่สุนัขด้วย เนื่องจากแม่สุนัขจะสูญเสียน้ำในร่างกายไปเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปริมาณ ที่ดื่มในยามปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อใช้น้ำในการผลิตออกมาเป็นนมให้ลูกๆของเธอนั่นเอง