วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำวัคซีนให้กับสุนัข

การทำวัคซีนให้กับสุนัข
- ระบบภูมิคุ้มกัน
- ชนิดของวัคซีน
- การกระตุ้นวัคซีน
- วิธีการให้วัคซีน
- จะให้วัคซีนเมื่อใด
- การให้วัคซีนและสังคม
 
ระบบภูมิคุ้มกัน
คน เราอยู่ภายใต้การบุกรุกของเชื้อจุลินทรีย์นับล้านชนิด ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกของเรา ดังนั้นจะต้องหาบางอย่างสามารถ ต่อต้านเชื้อเหล่านี้อย่างได้ผลเพื่อให้อยู่รอด สุขภาพที่ดีจะมาจากกระบวนการป้องกันของร่างกายซึ่งจะทำงานตลอดเวลา ผิวหนังจะเป็นด่านป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ได้ เยื่อเมือกในจมูกจะช่วยจับสารแปลกปลอมที่สูดเข้าไปแล้วจะไอเพื่อขับเชื้อออก มา เมื่อคอและกล่องเสียงระคายเคืองและเพื่อไม่ให้เชื้อเข้าไปถึงปอดได้ ความเป็นกรดของกระเพาะอาหารสามารถฆ่าเชื้อได้ และปริมาณของสารคัดหลั่งจากลำไส้เล็กก็สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เชื้อบางชนิดก็ถูกขับออกจากร่างกายโดยผ่านทาง อุจจาระและปัสสาวะ ขณะที่ตับจะทำหน้าที่ทำลายสารพิษที่ถูกสร้างขึ้นจากแบคทีเรีย กระบวนการป้องกันตัวนี้จะเหมือนกัน ในคนและสัตว์ซึ่งจะทำงานได้ดีเมื่อสุขภาพดี แต่จะทำงานได้ไม่ดีถ้าร่างกายทรุดโทรม กินอาหารน้อย ร่างกายอ่อนแอ หรือเมื่อมีสภาวะจิตใจและร่างกายเกิดความเครียด เมื่อเชื้อโรคผ่านเข้ามาในร่างกายได้แล้ว ร่างกายก็จะมีแหล่งที่จะต่อต้าน เชื้ออีกด่านหนึ่งคือระบบภูมิคุ้มกันซึ่งจะมีตัวแอนตีบอดีเป็นอาวุธที่สำคัญ ที่มีความเฉพาะในการเข้าไปกำจัดผู้รุกรานที่เข้ามาให้หมดไป
 
ลูกสุนัข
                ลูก สุนัขมีระบบภูมิคุ้มกันเป็นของตัวเองตั้งแต่เกิด แต่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ธรรมชาติจัดการให้หาทางเพิ่มแอนติบอดี โดยเอามาจากแม่ เรียกว่า Passive antibody เนื่อง จากลูกสุนัขไม่ได้สร้างขึ้นเอง ภูมิคุ้มกันที่มาจากแม่นี้ ลูกสุนัขได้รับตั้งแต่อยู่ในมดลูกจำนวนเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ได้รับจากนมน้ำเหลือง (Colostrum) ซึ่ง เป็นนมแรกของแม่ที่ผลิตได้ แอนตีบอดีจากนมน้ำเหลืองจะสามารถดูดซึมโดยลูกสุนัขในช่วงวันแรกหลังคลอดเท่า นั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก ดังนั้นเมื่อคอกมีขนาดใหญ่หรือการคลอดยาวนานมาก ลูกสุนัขตัวแรก ๆ เท่านั้นที่ได้กินนมน้ำเหลืองมากกว่าตัวที่เกิดหลังดังนั้น ความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคก็จะไม่เท่ากันในคอกเดียวกัน
แอนติบอดี ที่แม่ผ่านมาให้ลูกจะสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้ถ้าแม่สุนัขเคยประสบภัยเชื้อ หรือได้รับวัคซีนนั้นมาแล้ว ถ้ามันอาศัยอยู่ในที่ปลอดเชื้อหรือป้องกันตัวอย่างดีไม่ให้สัมผัสสุนัขตัว อื่น และไม่เคยทำวัคซีน มันก็จะไม่มีความต้านทานผ่าน ไปให้ลูกได้ลูกสุนัขจะอ่อนแอและติดเชื้อโรคอันตรายในสุนัขตั้งแต่ยังเล็ก อยู่
ถึง แม้ว่าแม่สุนัขปกติจะถ่ายถอด ภูมิต้านทานไปให้ลูกผ่านทางนมน้ำเหลือง ภูมิต้านทานชนิดนี้จะตกลงค่อนข้างเร็ว ในความเป็นจริงปริมาณของเลือดจะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุก ๆ สัปดาห์ ดังนั้นลูกสุนัขต้องพัฒนาการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองเรียกว่า Active immunity” ซึ่งจะได้จากการที่ลูกสุนัขสัมผัสกับเชื้อโดยตรงหรือจากการฉีดวัคซีน ถ้ามันต้องการจะมีภูมิต้านทาน โรคตลอดไป
 
สุนัขโต
             โรคเกือบทุกชนิดที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคจะมีสารประกอบโปรตีนเป็นพื้นฐาน ร่างกายที่สมบูรณ์จะป้องกันโปรตีนที่แปลกปลอมเข้ามาด้วยตัวเอง และกำจัดออกไปโดยการสร้างแอนติบอดีที่เฉพาะสำหรับผู้รุกราน active immunity เหล่านี้(สร้างจากตัวสัตว์เอง) จะถูกสร้างขึ้นมาโดยเม็ดเลือดขาวที่เฉพาะ ซึ่งพบได้มากในต่อมน้ำเหลืองและม้าม
ครั้งแรกที่ร่างกายได้สัมผัสกับเชื้อหรือวัคซีน active antibody จะ ใช้เวลาประมาณ 10 วัน ในการสร้างแอนติบอดี แต่ครั้งต่อไปที่เชื้อโรคเข้ามาสัมผัสโดยตรงเซลล์ที่จำได้จะเข้ามาสร้าง แอนติบอดีอย่างรวดเร็ว เพื่อที่ว่าเชื้อโรคจะไม่มีโอกาส ได้เพิ่มจำนวนเลย นี่คือที่ว่าทำไมบางโรคเกิดในคนและสัตว์ครั้งเดียวแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเลย ชั่วชีวิต ยกตัวอย่างเช่น โรคหัดใสคน เป็นเพียงโรคเดียวที่คนสัมผัสกับโรคแล้วจะมีภูมิต้านทานโรคนี้ตลอดชีวิต
แอนติบอดี มีความจำเพาะเจาะจงมากและจะทำร้ายเฉพาะแอนติเจนที่มากระตุ้นให้สร้างเท่า นั้น ตัวอย่างเลือดที่เก็บจาก สุนัขและนำมาตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแสดงถึงสุนัขมีแอนติบอดีที่เฉพาะต่อ โรคอยู่ในกระแสเลือดและวิธีการสามารถอธิบายระหว่างแอนติบอดีได้ถูกสร้างขึ้น มาก่อนเพื่อรอเชื้อโรค หรือถูกผลิตขึ้นเฉพาะเวลามีเชื้อเท่านั้น ระดับของแอนติบอดี จะลดลงตามเวลาแต่การที่มีเชื้อเข้ามาสัมผัสด้วยแอนติเจนอันเดิมจะทำให้สร้าง แอนติบอดีสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชนิดวัคซีน
             ตั้งแต่เราไม่ต้องการให้สุนัขทนทานต่อโรคโดยการพัฒนาการป้องกันตัวด้วยตัวเองเราก็หันมาพัฒนา active immunity โดย การทำวัคซีน นี่เป็นการใช้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยการใช้ตัวเชื้อจำนวนน้อย ขนาดอ่อน ๆ ทำให้ร่างกายสามารถ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้
วัคซีนแบ่งเป็น 4 ชนิด
1) Attenuated living vaccine (วัคซีนเชื้อเป็น)
เชื้อ แบคทีเรียและไวรัสสามารถปรับให้ลดความรุนแรงของโรคลงแล้วนำไปกระตุ้นให้ร่าง กายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง เป็นการทำให้เชื้ออ่อนแรง และมักเป็นการนำเชื้อมาเลี้ยงในสัตว์ที่ไม่ติดเชื้อในธรรมชาติ เช่นในไข่ฟัก, สัตว์ชนิดอื่น, หรือเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงปริมาณของการทำให้อ่อนแรงขึ้นกับเชื้อจะอยู่ได้นาน เพียงไรในระบบที่สร้างขึ้น
ข้อ ดีของวัคซีนเชื้อเป็นนี้คือฉีดเพียง 1 ครั้งภูมิคุ้มกันก็จะขึ้นสูง สุนัขที่ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่พบว่าปล่อยเชื้อ ไปหาสุนัขตัวอื่น ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันไขหัดสุนัข ถ้าไม่เป็นเช่นนี้แล้วเชื้อที่ปล่อยออกมากับวัคซีนอาจจะก่อ ความรุนแรงได้เมื่อสัตว์ได้รับและถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะมีความเสี่ยงว่าความก่อโรคกำลังจะกลับมาทำให้เกิดโรคได้ ดังนั้นการทำวัคซีนจะดีกว่าที่ไม่ได้ทำ
2) วัคซีนเชื้อตาย (Killed vaccine)
ทำ จากเชื้อที่ผ่านการทำให้ตายด้วยความร้อนหรือสารเคมี เช่น ฟอร์มาลิน ถึงแม่ว่ามันจะไม่สามารถเพิ่มจำนวน ได้ในการฉีดวัคซีนแต่ว่าการกระตุ้นภูมิคุ้มกันไม่ดีนัก อย่างไรก็ดีการฉีด 2 ครั้ง มีความจำเป็นและสารที่ผสมเข้าไป ควรจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนด้วยที่สำคัญการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเองของ วัคซีนเชื้อตายนั้นไม่ยาวนานนักแต่ข้อดีคือความปลอดภัยสูง
3) Toxoids
เชื้อบางชนิดจะสร้างสารพิษขึ้นมาเรียกว่า ท็อกซิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ตายปฏิกิริยาของร่างกาย เมื่อได้รับ ท็อกซินคือจะสร้าง anti-toxin ขึ้นมาต่อต้านหักล้างกับ toxin ดังนั้นการกระตุ้นให้สร้าง anti-toxin ขึ้นมาทำได้โดยการฉีด toxoid ซึ่งเป็น toxin ที่ทำให้ฤทธิ์หมดไป toxoid ผลิตได้จากนำท็อกซินไปผ่านความร้อนหรือสารเคมี เพื่อให้หมดความรุนแรงแล้วนำไปฉีดเข้าร่างกายกระตุ้นให้สร้าง anti-toxin ขึ้นมา ควรจะฉีดกระตุ้นเป็นประจำทุก 1, 2 และ 3 ปี ตัวอย่างของ toxoid ที่มีอยู่คือ tetanus toxoid
4) วัคซีนรวม
เป็น การรวมผลิตวัคซีนจากเชื้อหลายชนิดมาผสมรวมกันเพื่อให้ป้องกันโรคได้หลายโรค วัคซีนรวมอาจประกอบด้วย เชื้อเป็น 2 ชนิด และเชื้อตายหลายชนิด หรือใช้เชื้อเป็นและเชื้อตายคู่กัน ข้อดีของวัคซีรวมคือใช้ควบคุมโรคได้ หลายชนิดโดยการฉีดเพียงเข็มเดียว
 
การกระตุ้นวัคซีน
             ภูมิ ต้านทานที่เกิดจากวัคซีนนั้นไม่ยาวนานเท่าภูมิคุ้มกันจากการสัมผัสเชื้อตาม ธรรมชาติ ดังนั้นการกระตุ้นวัคซีนมี ความจำเป็นเป็นระยะๆ จะมีระยะห่างแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดโรคและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ สุนัข ที่ถูกเลี้ยงในที่สะอาด และพื้นที่จำกัดแยกจากตัวอื่นไม่เคยออกแสดงหรือถูกฝึกสอนเลยจะต้องการ กระตุ้นวัคซีคมากกว่าสุนัขที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ
 
วิธีการให้วัคซีน
                วัคซีน โดยทั่วไปจะให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ แต่ในกรณีที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ก็จะให้เข้าทางอื่น เช่น วัคซีนโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือ Kennel cough จากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella bronchiseptica จะ ให้โดยการหยอดจมูก วิธีการนี้จะกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะส่วนทางเดินหายใจส่วนต้นภายใน 2-3 วัน แล้วตามด้วยสร้างแอนติบอดีในกระแสเลือดภายหลัง
 
จะทำวัคซีนเมื่อใด
                มีจุดมุ่งหมายชัดเจนที่ต้องการสร้าง active antibody” โดย การฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในลูกสุนัขแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่เฉพาะเหตุผลจากภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่ที่ช่วยป้องกันโรคได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง การป้องกันการตอบสนองของวัคซีนที่ไม่เหมาะสมด้วย แต่มีช่องโหว่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันให้เห็นซึ่งลูกสุนัขไม่ได้รับ ภูมิคุ้มกันจากแม่เพียงพอที่จะต่อสู้กันเชื้อโรคได้แต่เพียงพอที่จะป้องกัน ประสิทธิภาพของวัคซีน มีความพยายามอย่างมาก ที่คิดผลิตสเตรนของวัคซีนและโปรแกรมการทำวัคซีนที่ทำให้ระยะที่ไม่ปลอดภัย นี้เหลือสั้นที่สุด
ภูมิ คุ้มกันที่รับจากแม่จะลดลงครึ่งหนึ่งทุกอายุ 7-8 วัน ดังนั้นระยะเวลาของภูมิคุ้มกัน ในลูกจะขึ้นกับปริมาณที่ได้รับจากแม่ ซึ่งก็ขึ้นกับระดับของภูมิคุ้มกันในแม่ว่ามีสูงหรือต่ำ ปกติแล้วลูกสุนัขเพียง 77% เท่า นั้นที่ได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ ในระดับที่พอเพียงภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ดังนั้นอายุที่เหมาะสม ในการทำวัคซีนลูกสุนัขจึงไม่เท่ากัน ถึงแม้จะมาจากครอกเดียวกัน ลูกสุนัขกำพร้าที่ไม่ได้ รับนมน้ำเหลืองเลย ตามหลักทฤษฎีแล้วต้องทำวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด แต่ว่าเราจะทำเมื่ออายุ 3-6 สัปดาห์ เพื่อรอให้ระบบภูมิคุ้มกันเจริญเต็มที่ก่อน
อายุ ที่เหมาะสมสำหรับทำวัคซีนไข้หัดสุนัข มีการทดสอบอย่างละเอียดโดยเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ ทางห้องปฏิบัติการ ทำให้ได้มาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับเวลาในการทำวัคซีนจนกระทั้งการเข้ามาของโรค พาร์โวไวรัสในสุนัข
ในรายของไข้หัดสุนัขแสดงให้เห็นว่า ลูกสุนัข................
1) ที่อายุ 6 สัปดาห์มี 30 เปอร์เซนต์ที่ไม่มี maternal antibody
2) ที่อายุ 8 สัปดาห์มี 65 เปอร์เซนต์ที่ไม่มี maternal antibody
3) ที่อายุ 12 สัปดาห์มี 98 เปอร์เซนต์ที่ไม่มี maternal antibody
ดังนั้นถ้าลูกสุนัขได้รับวัคซีนไข้หัดสุนัขที่อายุ 6 สัปดาห์ จะมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตอบสนอง จาก
ภาพ ที่เห็นนี้คงจะพอมองออกว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน การทำวัคซีนที่อายุ 6-8 สัปดาห์ จะมีประมาณครึ่งหนึ่ง ที่พร้อมได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ขณะที่ครั้งที่ 2 ทำวัคซีนเมื่ออายุ 12 สัปดาห์และทำช้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 1 ปี อาจเห็นว่าเมื่อฉีดวัคซีนที่อายุ 8 และ 12 สัปดาห์แล้วจะมีบางส่วนเสียทิ้งไป เนื่องจากยังมีภูมิคุ้มกัน จากแม่เหลืออยู่แต่สูตรนี้จะทำให้ลูกสุนัขรอดตายสูง จนถึงเวลาออกขาย แต่ปัญหาของช่องโหว่ของระบบภูมิคุ้มกันก็ยังมีอยู่ แต่ว่าวิธีการดังกล่าวนี้ส่งผลเสียน้อยที่สุด
ใน รายของพาร์โวไวรัสจะอยู่ในสภาวะที่ซับซ้อนมากกว่า เพราะแม่สุนัขที่ได้รับเชื้อนี้มาก่อนจะมีแอนติบอดี ในระดับสูงมาก ลูกสุนัขที่เกิดมาจะมีภูมิคุ้มกันจากแม่ในระดับที่สูงเช่นกัน อาจอยู่ได้นานถึง 20 สัปดาห์ ถ้าแม่สุนัขมี ภูมิคุ้มกันถ่ายทอดมายังลูกไม่สูงนักก็สามารถทำวัคซีนได้ที่ 6 สัปดาห์ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มีความแปรปรวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องฉีดวัคซีนหลายครั้ง
อย่าง ไรก็ดีในปี 1986 ได้มีการคิดค้นวัคซีนพาร์โวไวรัสเชื้อเป็น ซึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันใน ขณะที่ลูกสุนัขยังมีภูมิคุ้มกันจากแม่ในระดับต่ำ ทำให้โปรแกรมวัคซีนสิ้นสุดภายใน 12 สัปดาห์ ซึ่งสัตวแพทย์มักจะแนะนำวิธีนี้
สัตวแพทย์ จะวางโปรแกรมวัคซีน โดยประเมินจากสภาวะโรคในพื้นที่นั้น ๆ จากประวัติคอก หรือดูจากผลการตรวจเลือดด้วย จากการศึกษาโรคพาร์โวไวรัส พบว่าในฟาร์มที่มีเชื้อนี้อยู่แล้วจะทำให้ภูมิคุ้มกันจากแม่ ลดลงอย่างเร็วกว่าที่คาดไว้ จึงจำเป็นต้องแยกลูกสุนัขออกเลี้ยงต่างหากเพื่อรอทำวัคซีน
หลัง จากฉีดวัคซีนแล้วสุนัขบางตัวอาจรู้สึกขาดสีสันไป 2 ถึง 3 วัน และบางตัวอาจจะพบมีการอักเสบบริเวณที่ฉีดบ้าง ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้พาไปพบสัตวแพทย์ที่ฉีดวัคซีนให้ ผลข้างเคียงที่พบภายหลังได้แก่ blue eye ในสุนัข Afghan ถ้าฉีดเข็มก่อนหน้านี้เกิดปัญหาเดียวกันคือตาขุ่นให้รีบพาไปหาสัตวแพทย์ที่ฉีดทันทีอย่ารอช้า วัคซีนโรคตับอักเสบติดต่อจาก CAV-2 ก็พบอาการข้างเคียงเกี่ยวกับการมองเห็นเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันนิยมทำวัคซีนรวม ซึ่งปลอดภัยและได้ผลดีในการป้องกันโรคสำคัญ 5 โรคในสุนัขได้แก่ ไข้หัดสุนัข พาร์โวไวรัส ตับอักเสบติดต่อ เลบโตสไปโรซิส และKennel cough
ดัง ที่กล่าวมาแล้วในบทนี้ ถึงสภาพที่ซับซ้อนและสัตวแพทย์จะพิจารณาดูปัจจัยที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อเลือกวัคซีนที่เหมาะสมกับสุนัขที่สุด มีข้อพิจารณาปิดท้ายดังนี้
1) อย่าลืมกระตุ้นวัคซีนเพื่อให้การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื่องและยาวนาน
2) สุนัข ที่ฝากเลี้ยงจะต้องผ่านการทำวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อสำคัญมาแล้ว ถ้าคุณยังไม่มีใบรับรองวัคซีนคุณต้องไปปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน 1 เดือน
 
การทำวัคซีนกับสังคม
             การเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์และสุนัขอย่างหนาแน่นเป็นความกดดันใหม่สำหรับ สุนัขและเจ้าของ มีความต้องการอย่างสูงที่จะให้จำกัดสุนัขอยู่ในสังคมเพื่อให้รบกวนคนที่ไม่ ชอบสุนัขน้อยที่สุด
เจ้า ของลูกสุนัขทั้งหลายควรปรึกษาการทำวัคซีนและพฤติกรรมหนีเสือปะจรเข้กับ สัตวแพทย์ก่อน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก่อนที่จะหาสัตว์เลี้ยงมา การตัดสินระหว่างเลี้ยงลูกสุนัขแยกจากสังคมเลย จนกระทั่งถึงเวลาทำวัคซีน หรือเริ่มให้ลูกสุนัขได้ร่วมอยู่ในสังคมก่อนได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่จำ เป็น จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยซึ่งควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนดังนี้
1) อารมณ์ของสุนัขแต่ละพันธุ์ ของลูกสุนัขและของพ่อแม่
2) สถานะทางครอบครัว สถานที่สำหรับสุนัข และสุนัขที่เลี้ยงไว้ก่อนหน้านี้มีพฤติกรรมอย่างไร
3) สภาวะโรคในพื้นที่ แหล่งที่มาของลูกสุนัข ประวัติการทำวัคซีนและระดับภูมิคุ้มกันในแม่ (ถ้ามี)
4) ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค คิดเสมอว่าจะเก็บสุนัขไว้อย่างไรและโรคระบาดจะเข้ามาทางไหนได้บ้าง

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเตรียมบ้านเพื่อต้อนรับลูกสุนัขตัวใหม่

ลูกสุนัข ตัวใหม่ก็คือสมาชิกคนใหม่ของครอบครัว ตัวคุณเองต้องลองคิดดูว่าการมีสุนัขตัวใหม่จะมีผลต่อ ชีวิตคุณอย่างไร โปรดจำไว้ว่าสำหรับลูกสุนัขแล้วความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เค้าต้องพบ ก็คือการต้องจากครอบครัวของตัวเอง มาอยู่กับโลกใบใหม่ที่ทุกอย่างใหม่หมดสำหรับเค้า คนหน้าใหม่ เสียงแบบใหม่ ซึ่งสามารถสร้างทั้งความตื่นเต้น และความเครียดให้เค้าได้พร้อมๆกันทีเดียว ต่อไปนี้จะเป็นการเตรียมการขั้นต้นเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการนำเค้ามาสู่โลกใบ ใหม่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
แนะนำลูกสุนัขให้รู้จักกับสมาชิกของครอบครัว
              ตาม ธรรมชาติของเด็กๆนั้น ก็อยากจะเล่นกับลูกสุนัขซึ่งมาใหม่ อยากจะอุ้ม และอยากจะเลี้ยงเค้า คุณควรจะหาที่ที่เงียบๆสำหรับลูกสุนัขให้ไม่มีคนมากวนเค้าและให้เค้าได้พัก ผ่อน เมื่อลูกสุนัขเริ่มโตขึ้นและคุ้นเคยกับ สภาพแวดล้อมแล้ว เค้าจะเริ่มเข้าหาออกมาเล่นกับคุณและเด็กๆ เอง
ห้องที่เหมาะสม
              ให้ หาที่อุ่นๆ ห่างจากลมเย็นๆให้เค้าอยู่ อย่างเช่นห้องครัวหรือห้องนั่งเล่น ลูกสุนัขจะเคี้ยวไปหมดทุกอย่าง ดังนั้นคุณจะต้องดูให้ดีว่าของหรือวัสดุที่จะใช้มาเป็นที่นอนของเค้านั้นจะ ต้องเป็นวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายกับเค้าด้วย คุณอาจจะ หากล่องกระดาษแข็งที่ดึงข้างหน้าออกได้มาใช้เป็นที่นอนชั่วคราวให้เค้า ให้ปูพื้นกล่องด้วยหนังสือพิมพ์หรือผ้าห่มที่ซักง่ายๆ แต่เมื่อเค้าโตขึ้นและพ้นช่วงชอบแทะข้าวขอองแล้ว ขอแนะนำให้คุณซื้อที่นอนสุนัขที่ทำจากไวนิล หรือใช้ตะกร้าที่ทำจากวัสดุ อะไรก็ได้
บ้านหลังเล็กที่อยู่ข้างนอก
              หาก บ้านคุณอยู่นอกเมือง คุณอาจให้เขาอยู่ในบ้านสำหรับสุนัขข้างนอกบ้านได้ บ้านสำหรับสุนัขควรจะ กว้างเป็นสองเท่าของตัวสุนัขที่มีขนาดโตเต็มที่แล้ว บ้านสำหรับสุนัขควรจะยกสูงจากพื้นเพื่อให้แห้งสะอาด หลังคาบ้านควรจะ สามารถถอดออกได้เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด และควรจะหาที่นอนนุ่มๆให้เค้าด้วย

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การฝึกมารยาทการอยู่ในบ้านให้ลูกสุนัข

อันที่จริงการฝึกให้เค้าอยู่ใน บ้านนี้จะไม่ค่อยพบว่าจะเป็นปัญหากับลูกสุนัขที่ปกติสักเท่าใดนัก นั่นก็เพราะว่า สำหรับลูกสุนัขที่ได้อยู่กับแม่ของพวกเค้าจนกระทั่งอายุได้ 6-7 สัปดาห์จะมีพัฒนาการในการเรียนรู้ ที่จะเดินออกจากที่นอน ของเค้าเพื่อไปทำธุระส่วนตัว สัญชาติญาณของลูกสุนัขนั้นรักสะอาด จะมีไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะทำที่นอนของตัวเอง เปียกหรือเปรอะเปื้อน ลูกสุนัขเล็กๆมักต้องการฉี่และอึบ่อยกว่าตอนโต เพราะกระเพาะปัสสาวะกับลำไส้ที่มีขนาดเล็กอยู่ นี่เป็นโอกาสอันดีของคุณในฐานะที่เป็นเจ้าของเค้าที่จะสอนให้เค้าไปขับถ่าย ให้ถูกที่ถูกทาง นั่นจะเป็นส่วนที่ทำให้เค้า มีการเรียนรู้ที่เร็วขึ้นด้วย
              อย่า ทำโทษเจ้าตัวน้อยถ้าเค้าทำผิด ในฐานะเจ้าของมันเป็นความรับผิดชอบของคุณ ที่จะพาเค้าไปขับถ่ายในที่ ที่คุณจัดไว้เป็นห้องน้ำสำหรับเค้าให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่เค้าต้องการ พาเขาไปเวลาเขาเพิ่งตื่นนอนหลังมื้ออาหาร หรือทุกๆหนึ่งชั่วโมง เมื่อคุณพาเค้าไปทำธุระข้างนอกบ้านให้รอจนกระทั่งเค้าทำธุระเสร็จเรียบร้อย ก่อน แล้วจึงชมเชยเค้าด้วยการให้ขนมชิ้นเล็กๆสักชิ้น หรือเล่นด้วยกันสักยก เมื่อเค้ากำลังเรียนรู้ คุณจะต้องคอยอยู่ด้วยกับเค้า ทุกตอน แล้วชมเชยเค้าให้ถูกเวลา
              ลูกสุนัขเล็กๆนั้นมักจะขับถ่าย แบบไม่ตั้งใจบ่อยๆ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันที่จะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ กับเรื่องนี้ แล้วก็เก็บกวาดเสียให้เรียบร้อยโดยอย่าให้มีกลิ่นใดๆหลงเหลืออยู่เด็ดขาด ไม่งั้นอาจจะเป็นการส่งเสริมให้เค้าทำซ้ำกับที่เดิม ต่อไป และให้จำไว้เสมอว่าอย่าตวาดเมื่อเขาทำผิดแต่ให้ชมเชยหรือให้รางวัลเมื่อเค้า ทำถูกต้อง และในที่สุดเค้า ก็จะออกไปขับถ่ายข้างนอกได้เองในไม่ช้า
              คุณ สามารถหัดให้สุนัขขับถ่ายให้เป็นที่และเป็นเวลาได้เช่นกัน โดยขณะที่เค้ากำลังขับถ่าย ให้บอกเค้าด้วยคำพูด (ที่คุณเลือกมา)เช่น “เร็วๆนะ” หรือ “ทำธุระกัน” แล้วในที่สุด สุนัขจะโยงคำเหล่านี้ เข้ากับการขับถ่าย

              ใน ฐานะที่คุณเป็นเจ้าของเค้า คุณจะต้องป้องกันไม่ให้เค้าขับถ่ายไม่เป็นที่ให้ได้ การสอนสุนัขให้ขับถ่าย บนสนามในบ้านก่อนคุณออกไปข้างนอกก็จะช่วยไม่ให้เค้าขับถ่ายเลอะเทอะบนทาง เท้าหรือสวนสาธารณะได้ และควรจะนำ ที่ตักไปกับคุณด้วย เพื่อที่ว่าเมื่อสุนัขของคุณเกิดขับถ่ายในที่สาธารณะคุณจะช่วย ทำความสะอาดได้

สุนัขกับเพื่อนสัตว์ทั้งหลาย

สุนัขของ เรามักจะคิดเสมอว่าตัวเองนั้นเป็นเอกในบ้าน แต่เค้าอาจไม่ใช่สัตว์เลี้ยงภายในบ้านตัวเดียวของคุณเท่านั้น ต่อไปนี้จะเป็นข้อมูลที่จะพอช่วยให้เจ้าสุนัขของคุณเข้ากันกับเพื่อนตัว อื่นๆได้
สุนัขกับสุนัข
              สุนัข อีกตัวหนึ่งนับเป็นเพื่อนที่เหมาะสมสำหรับสุนัขมากที่สุด สุนัขสองตัวจะอยู่เป็นเพื่อนกันได้และคุณสามารถ ปล่อยให้พวกเค้าอยู่กันเองตามลำพังได้ชั่วขณะหนึ่ง อย่างไรก็ดีการที่มีสุนัขถึงสองตัวก็จะต้องมีที่มีทางให้แต่ละตัว เป็นของตัวเองด้วย เพราะบางครั้งพวกเค้าอาจจะอยู่ตามลำพังบ้าง และแน่นอนแต่ละตัวก็จะต้องมีชามข้าวและน้ำ เป็นของตัวเองด้วย การเลี้ยงสุนัขสองตัวจะไม่สร้างปัญหาเพิ่มจากการที่คุณเลี้ยงเค้าเพียงตัว เดียวเท่าไหร่นัก การจะพาสุนัข หนึ่งตัวหรือสองตัวไปเดินเล่นไม่ได้ยุ่งยากแตกต่างกัน

              จะ เหมาะที่สุดถ้าสุนัขสองตัวเป็นตัวผู้และตัวเมีย แต่ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้เค้ามีลูกกัน ต้องไปทำหมัน ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ถ้าสุนัขเป็นตัวผู้ทั้งคู่เขาจะได้โตมาด้วยกันและเป็นเพื่อนรักกันและจะยิ่ง ดีหากคุณได้ลูกสุนัขทั้งสองตัว มาจากครอกเดียวกัน แต่หากสุนัขตัวหนึ่งอยู่ตัวเดียวมาก่อนเป็นเวลานาน เค้าจะไม่กระตือรือร้นอยากมีเพื่อนใหม่เท่าใดนัก สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างความคุ้นเคยก็คือสถานที่ทั่วๆไป (ไม่ใช่อาณาเขตของใคร) เช่น ในสวนสาธารณะ แล้วจากนั้นเมื่อสุนัขตัวที่สองเข้ามาในบ้าน สุนัขที่อยู่กับคุณมาก่อนจะต้องได้รับการเอาใจใส่และการดูแลจากคุณเหมือน เช่นเคย แต่เพื่อป้องกันพวกเค้าสองตัวทะเลาะกัน สุนัขทั้งสองจะต้องเข้าใจให้ได้ว่าคนที่เป็นเจ้าของ ก็คือ เจ้านายของเค้านั่นเอง

สุนัขกับแมว
              บรรดา สุนัขและแมวจะต้องทำความรู้จักกันก่อนเป็นสิ่งแรก ทั้งนี้เพราะภาษากายของพวกเค้านั้นมีความแตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นหากแมวตวัดหาง แปลว่าแมวกำลังโกรธ แต่ถ้าสุนัขกระดิกหางนั่นแสดงว่าเค้ากำลังมีความสุข นี่คือความแตกต่างที่พวกเค้าจะต้องเรียนรู้ ทำนองเดียวกันจะทำอย่างไรถึงจะให้เจ้าแมวน้อยรู้ว่าตอนไหนที่สุนัขโกรธ และควรจะปล่อยให้สุนัขอยู่ลำพัง หากสุนัขกำลังคำรามเสียงต่ำๆอยู่ในลำคอ แมวจะเข้าใจผิดตีความว่าสุนัขกำลังอารมณ์ดี เพราะแมวจะส่งเสียงครางในลำคอเวลาที่สบายตัวและพอใจหรือมีความสุข
              และ ถ้าสุนัขยกเท้าหน้าขึ้นก็จะหมายถึง “มาเล่นด้วยกันเถอะ” แต่กิริยาอย่างเดียวกันถ้าเกิดกับแมว กลับจะหมายความว่าปฏิเสธ หากคุณให้ทั้งสุนัขและแมวได้เติบโตขึ้นมาด้วยกันได้ พวกเค้าจะเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ได้อย่างดีรวมทั้งจะกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูกันด้วย แต่ถ้าคุณพาแมวตัวใหม่เข้าบ้านที่มีสุนัขรออยู่แล้ว ทุกอย่างจะเริ่มต้นไปด้วยดี คุณจะต้องให้ทั้งสองตัวอยู่แยกกันสักสองถึงสามวัน แต่ควรจะให้แต่ละตัวได้ยินซึ่งกันและกันผ่านประตูที่กั้นอยู่ จากนั้นให้ทั้ง สองได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรก ให้คุณอุ้มแมวไว้ในอ้อมแขนของคุณแล้วให้เธอมองดูสุนัข และแสดงให้เห็นว่าสุนัขนั้น เป็นเพื่อนที่ดีได้ ส่วนสุนัขซึ่งคุ้นเคยกับการอยู่รวมกันเป็นฝูง จะยอมรับสมาชิกใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ้าในกรณีกลับกัน คือคุณมีแมวอยู่ที่บ้านอยู่ก่อนแล้วและสุนัขเป็นผู้มาทีหลัง คุณจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำให้แมวเห็นสุนัขเป็นเพื่อนให้ได้

สุนัขกับเพื่อนสัตว์อื่นๆ
              การ ทำให้สัตว์คุ้นเคยกับเพื่อนอื่นๆนั้น จะเป็นเรื่องง่ายหากพวกเค้าได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนตัวอื่นๆในช่วงเวลา แห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม สุนัขจะเข้าทำความรู้จักกับสัตว์ตัวอื่นผ่านทางการดมกลิ่นเป็นหลัก ดังนั้นสัตว์ต่างๆ ก็จะทำความรู้จักกับตัวอื่นๆผ่านทางการดมกลิ่นก่อนที่จะเห็นตัวจริงเช่นกัน คุณจึงสามารถช่วยให้พวกเค้ารู้จักกันได้ง่ายขึ้น ด้วยการให้สุนัขลองดมเศษผ้าห่มหรือเศษขี้เลื่อยที่มีกลิ่นสัตว์ตัวอื่นติด อยู่(แล้วแต่ชนิดของสัตว์)แบบอยู่ห่างๆ คุณสามารถวาง เศษผ้าเหล่านี้ไว้ข้างๆที่นอนของสุนัข ขั้นต่อไปก็ให้สุนัขลองมองสัตว์อีกตัวอยู่แบบห่างๆ ขณะที่สัตว์ตัวนั้นกำลังหลับอยู่ แล้วขณะเดียวกันก็ให้พูดอะไรก็ได้กับสุนัขด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่โปรดจำไว้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผูกมิตรเท่านั้น และอย่าลืมว่าห้ามทิ้งสุนัขไว้ตามลำพังกับสัตว์ตัวอื่นอย่างเด็ดขาด

กฏทอง 10 ประการของการดูแลสุนัข

  1. เมื่อ ลูกสุนัขมาถึงบ้าน สุนัขตัวใหม่ของคุณจะรู้สึกสับสนและตื่นเต้นกับภาพรอบตัวที่แปลกตา แต่หากคุณเตรียมการล่วงหน้าคุณจะสามารถทำให้สุนัขของคุณรู้สึกคุ้นเคยได้ใน เวลาเพียงนิดเดียว
  2. ปก ป้องสุนัขของคุณด้วยการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนนั้นจะช่วยปกป้องสุนัขของคุณจากโอกาสที่จะติดโรคร้ายต่างๆได้ เราจะมาดูกันถึงเหตุผลบางประการที่ว่าทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะคอยดูแล ให้สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนเป็นประจำ
  3. การ ให้อาหารสุนัข เป็นเรื่องง่ายๆที่จะคอยดูแลสุนัขของคุณให้มีสุขภาพดีและมีความสุข ด้วยการให้เค้าได้รับสารอาหารที่มีความสมดุลย์ หัวข้อนี้จะเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์สำหรับการให้อาหารสุนัขอย่างถูกต้อง
  4. การ ฝึกสุนัขของคุณ การสอนให้สุนัขของคุณมีมารยาทที่ดีทั้งที่อยู่ในบ้านและขณะที่อยู่ข้างนอก ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่ามันไม่งานน่าเบื่อที่ต้องใช้ความอดทนและไม่ต้องเพิ่มอะไร
  5. การ ดูแลสุนัขของคุณ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุนัขของคุณที่จะต้องให้เค้าได้รับการตรวจร่าง กายอย่างสม่ำเสมอจากสัตว์แพทย์ แต่เรื่องการดูแลสุขภาพนั้นคุณควรจะเริ่มต้นจากที่บ้าน หัวข้อนี้จะเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคบางประการที่จะดูแลเค้าให้อยู่ใน สภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุด
  6. ควรจะคุมกำเนิดสุนัขของคุณหรือเปล่า? หากคุณไม่ได้คิดที่จะขยายพันธุ์สุนัขของตัวเอง คุณก็ควรที่จะพิจารณาคุมกำเนิดเค้าเสีย  จาก การศึกษาพบว่าการคุมกำเนิดสามารถช่วยให้สุนัขมีชีวิตที่ยืนยาวเพิ่มขึ้น ด้วยชีวิตที่มีสุขภาพดี และเกิดประโยชน์ตามมาอีกมากมาย บทความนี้จะให้เหตุผลคุณได้ว่า ทำไม
  7. การ แต่งขนสุนัข เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุนัขของคุณ หากคุณจะตัดแต่งขนและดูแลเนื้อตัวเค้าให้ถูกต้องตามหลักการ เราจะมาดูกันถึงวิธีที่จะช่วยทำให้สุนัขของคุณมีแต่ความสะอาด
  8. การ เลี้ยงให้สุนัขของคุณ มีความกระฉับกระเฉงและสุขภาพดี สุนัขนั้นจำเป็นต้องออกกำลังกายให้มากและชอบที่จะให้รูปแบบการออกกำลังออกมา อยู่ในรูปของการเล่นเกมส์ หัวข้อนี้เป็นบางวิธีการที่จะช่วยดูแลให้เค้ามีสุขภาพดีด้วยการออกกำลังและ เล่นสนุก
  9. การ เข้าใจสุนัขของคุณ เพื่อที่จะสานความสัมพันธ์กับสุนัขของคุณให้แน่นแฟ้นขึ้น จึงมีความสำคัญที่คุณจะต้องหัดเรียนรู้และเข้าใจความจำเป็นและความต้องการ ของสุนัขตัวเอง เราจะมาดูกันถึงวิธีสื่อสารที่เป็นกุญแจเชื่อมความรักให้กันและกัน
  10. ความ รับผิดชอบสุนัขในฐานะที่เป็นเจ้าของ การเป็นเจ้าของสุนัขนั้นเป็นประสบการณ์ที่แสนวิเศษแต่บทบาทนี้จะนำมาซึ่ง ความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน เราจะมาดูกันว่าสิ่งที่คุณจะสามารถทำอย่างถูกต้องในฐานะที่เป็นเจ้าของสุนัข นั้นเป็นอย่างไร

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปรับเปลี่ยนอาหารสำหรับสุนัขให้ถูกต้องตามวัย

คุณเคยสั่ง สเต็คขนาด 16 ออนซ์(ชิ้นใหญ่พิเศษ) ให้กับคนอายุสักแปดสิบปีที่ไม่มีฟันสักซี่อยู่ในปากกินไหม? หรือเคยให้ ลูกชายวัยรุ่นกินข้าวต้มบดเละๆสำหรับเด็กบ้างหรือไม่? แม้ว่าจะไม่เคยแต่มันก็เป็นไปได้ที่คุณอาจจะทำ เรื่องคล้ายๆกันนี้ เวลาคุณเตรียมอาหารให้สุนัขของคุณ
              ด็อกเตอร์ จิม โซโคโลวสกี้ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนอาหารสุนัขไว้ดังนี้
              “สุนัข นั้นเหมือนคน ซึ่งมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกันตามช่วงอายุ แต่แย่หน่อยที่แต่ละช่วงชีวิตของสุนัขนั้น เราเห็นและแยกแยะได้ไม่ชัดเจนนัก” เขากล่าวต่อ “แต่เพราะว่าสุนัขนั้นจะบอกเราก็ไม่ได้ว่าเค้าอยากกินอะไรและเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องรับผิดชอบในตัวเค้าในฐานะที่เป็น เจ้าของสุนัข ที่จะต้องรู้จักเรียนรู้และทำความรู้จัก กับช่วงชีวิตของเค้า หรือบรรดาเหตุการณ์ที่จะต้องสนองตอบเค้าด้วยอาหารที่ให้เค้าด้วยความถูกต้อง และครบถ้วนสารอาหาร”
              ช่วงชีวิตของสุนัขที่ถือว่ามีความ สำคัญและคุณจะต้องดูแลเอาใจใส่เขาอย่างใกล้ชิดให้เค้าได้รับสารอาหารอย่าง ถูกต้อง และเพียงพอ ได้แก่ ช่วงอายุมาก ช่วงตั้งครรภ์ ระยะพักฟื้น (หลังจากที่พ้นจากอาการบาดเจ็บ หรือการผ่าตัด หรือการป่วย) การป่วยเรื้อรัง ภาวะน้ำหนักเกิน และระดับการออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมระหว่างวันของสุนัข “ผู้ที่เป็นเจ้าของสุนัขจะต้องจำให้ขึ้นใจเลย ว่าสุนัขแต่ละตัวนั้นไม่เหมือนกัน” ด็อกเตอร์ โซโคโลวสกี้เพิ่มเติม เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนอาหารให้กับเขา คุณต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้ร่างกายเขาคุ้นเคย

              ลูก สุนัขนั้นต้องการสารอาหารพื้นฐานเช่นเดียวกันกับสุนัขโต แตกต่างกันเพียงอาหารสำหรับลูกสุนัขนั้น จะต้องย่อยง่าย ให้พลังงานสูง และมีปริมาณโปรตีนสูง สำหรับการพัฒนาการทางร่างกาย และต้องมีสัดส่วนของ แคลเซี่ยมกับฟอสฟอรัสที่พอเหมาะด้วย
              และเนื่องจากว่า กระเพาะอาหารของลูกสุนัขนั้นมีขนาดเล็ก เขาควรได้รับอาหารเป็นมื้อเล็กๆ และแบ่งเป็นหลายๆ มื้อเพื่อให้เขาได้รับสารอาหารเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการด้วย ลูกสุนัขที่กำลังโตจะต้องการพลังงานสำหรับการเจริญเติบโต เมื่อเทียบกับสุนัขโตแล้วในน้ำหนักขนาดเดียวกันประมาณสองถึงสามเท่า

              ใน สุนัขขนาดเล็กนั้นจะมีน้ำหนักเทียบเท่าสุนัขโตเมื่ออายุได้ประมาณ 6-9 เดือน ในขณะที่สุนัขพันธุ์ใหญ่นั้น จะต้องใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน จึงจะมีน้ำหนักได้ตามเกณฑ์ของสุนัขโต ในท้องตลาดตอนนี้มีอาหารเฉพาะ สำหรับสุนัขพันธุ์เล็กแล้ว (เป็นอาหารสำหรับสุนัขพันธุ์เล็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) เพื่อเขาได้เติบโตไปอย่างที่ควรเป็น สุนัขแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีความต้องการไม่เหมือนกัน

              โดย ทั่วไปแล้วเมื่อสุนัขนันมีอายุได้ 7 หรือ 8 ปี เค้าจะเชื่องช้าลง มีกิจกรรมน้อยลงและต้องการอาหารน้อยลง แม้ว่าจะขึ้นอยู่กับสุนัขแต่ละพันธุ์ก็ตาม ควรเริ่มหรับให้เขากินอาหารเป็นมื้อเล็กลงแต่บ่อยครั้งขึ้นแทนที่จะให้กิน เป็น มื้อเดียวใหญ่ๆ เพื่อจะได้ไม่เป็นการบั่นทอนระบบการย่อยอาหารของเค้า คุณสามาถเลือกให้อาหารสำหรับสุนัขที่มีอายุมาก โดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ง่ายและมั่นใจได้ว่าเขาได้รับสารอาหารครบถ้วนและสมดุล เหมาะตามความต้องการของเขา

              สุนัข ที่ตั้งครรภ์ก็ต้องการอาหารมากเป็นพิเศษในช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ด้วย ดังนั้นกฏทั่วไป สำหรับการให้อาหารสุนัขที่ตั้งครรภ์ก็คือคั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ให้เพิ่มปริมาณอาหารเขึ้นทุกๆสัปดาห์ ในปริมาณสัปดาห์ละ 15% จากของเดิม ส่วนในช่วงเวลาหลังคลอดลูกสุนัข แม่สุนัขจะต้องให้นมและดูแลลูกๆเป็นพิเศษ จึงต้องการอาหารในปริมาณที่เพิ่มจากเดิมถึง 4 เท่า และนอกจากนี้แม่สุนัขยังต้องการน้ำดื่มที่สะอาดและใหม่ ในปริมาณมากเพียงพอด้วย

สุนัขย่อยอาหารอย่างไร

สุนัข จำเป็นต้องกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของอาหารจะให้พลังงาน และวัตถุดิบต่าง ๆ เรียกว่าสารอาหาร หลังจากสุนัขกินเข้าไปแล้วสารอาหารต่าง ๆ ในอาหารจะถูกย่อย ดูดซึม และผ่านขบวนการที่เรียกว่าเมตาโบลิซึมภายในร่างกาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจขบวนการย่อยอาหารของสุนัข และทำไมสุนัขต้องการกินอาหารที่ “ย่อยได้” เพื่อให้เขาได้สารอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีพ การย่อยอาหารเริ่มต้นที่ปาก ผ่านไปยังกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และสิ้นสุดที่ลำไส้ใหญ่
ใน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขบวนการย่อยอาหารเกิดขึ้นที่บริเวณทางเดินอาหาร ซึ่งหมายถึง ช่องทางที่อาหารผ่าน และโดยผนังของทางเดินอาหารจะปล่อยสารคัดหลั่งจากอวัยวะต่าง ๆ ออกมายังทางเดินอาหาร สารคัดหลั่งเหล่านี้จะมีเอ็นไซม์ย่อยอาหารซึ่งจะช่วยเร่งขบวนการการแตกตัว ของอาหาร สารอาหารอยู่ 3 ชนิดที่จำเป็นต้องผ่านขบวนการย่อยก่อนใช้งานได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่วนสารอาหารอื่น ๆอีก 3ชนิด (แร่ธาตุ วิตามิน และน้ำ) สามารถดูดซึมได้ในระดับใกล้เคียงกับที่พบในอาหารโดยไม่ต้องผ่านการย่อย
แต่ สารอาหารเหล่านี้อาจต้องแตกตัวในระดับใกล้เคียงกับที่พบในอาหารโดยไม่ต้อง ผ่านการย่อยได้ การย่อยเริ่มต้นที่ปากโดยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และคลุกเคล้ากับน้ำลายก่อนถูกกลืนผ่านหลอดอาหาร แม้ว่าสุนัขจะไม่ใช่สัตว์ที่กินเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ฟันของพวกเขาจะเหมาะสมกับการกินเนื้อ และสามารถตัด เคี้ยว และบดอาหาร สุนัขส่วนใหญ่มักจะกลืนอาหารทันทีโดยจะเคี้ยวเฉพาะอาหารที่กลืนยากเท่านั้น ลักษณะอาหาร และกลิ่นจะกระตุ้นให้น้ำลายไหล ซึ่งมักจะเห็นได้เวลาอาหาร เมื่ออาหารถูกกินมาอยู่ที่ปาก รสชาดของอาหาร และลักษณะทางกายภาพจะยิ่งจะกระตุ้นน้ำลายให้ไหล น้ำลายประกอบด้วยสารคัดหลั่ง และช่วยหล่อลื่นอาหารให้กลืนได้สะดวก หลังจากนั้นอาหารจะผ่านหลอดอาหารลงสู่กระเพาะอาหารโดยการบีบตัวของกล้าม เนื้อในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
กระเพาะ อาหารทำหน้าที่หลายอย่าง กระเพาะทำหน้าที่ในการพักอาหารเป็นจุดควบคุมการไหลของอาหารผ่านเข้าสู่ลำใส้ เล็ก โปรตีนจะเริ่มถูกย่อยตั้งแต่บริเวณกระเพาะอาหาร สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารจะมีเอ็นไซม์ย่อยโปรตีน กรดเกลือ และเมือกเอ็นไซม์สำคัญ คือเป็บซิน จะถูกหลั่งออกมาในลักษณะยังไม่สมบูรณ์ เป็บซิโนเจนจะถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อมีกรดเกลือซึ่งช่วยรักษาสภาพความเป็น กรดในกระเพาะ และทำให้เอ็นไซม์ทำงานได้เหมาะสม เมือกคัดหลั่งจะช่วยหล่อลื่นอาหาร และป้องกันพื้นผนังของกระเพาะอาหาร (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโปรตีน) ไม่ให้ถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ในกระเพาะเอง กรดสารคัดหลั่งเมือก และเอ็นไซม์จะขึ้นกับส่วนประกอบของอาหาร และปริมาณที่กินเข้าไป ซึ่งมักจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมน และระบบประสาท ผนังของกระเพาะเป็นกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ บริเวณส่วนท้ายของกระเพาะอาหาร (Pyloric region) อาหารในกระเพาะอาหารจะถูกคลุกเคล้า และผ่านเข้าสู่ลำไส้ทางกล้ามเนื้อหูรูด (Sphincter) ที่คอยควบคุมอยู่ เมื่อผ่านเข้าสู่ลำไส้จะมีอาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนคล้ายนมเรียกว่า Chyme เข้ามาผสม และมีปัจจัยหลายชนิดมาควบคุม การผ่านเข้าสู่ลำใส้เล็ก การบีบตัวเป็นคลื่นของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัว และอาหารผ่านเข้าสู่ลำใส้เล็กส่วนต้น (duodenum) Chyme จะผ่านง่ายกว่ามากเพราะมีลักษณะเป็นกึ่งของเหลว อีกประการหนึ่งอาหารจะเคลื่อนออกไปช้าลง เมื่อมีลักษณะเป็น Chyme กรด ไขมัน และการระคายเคืองของลำใส้ส่วนต้น ซึ่งจะสั่งให้กระเพาะอาหารหยุดเคลื่อนไหว ขบวนการทำงานเช่นนี้ทำให้อาหารถูกคลุกเคล้าอย่างดีในกระเพาะ และช่วยให้ Chyme ไม่ผ่านเข้าสู่ลำไส้มากเกินไปซึ่งทำให้ลำไส้สามารถย่อยอาหารได้ดี การ ทำงานของลำใส้เล็กจะเริ่มต้นที่ส่วนต้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการย่อย ดังนั้นเอ็นไซม์หลายชนิดจะถูกผสมใน chyme อาจมาจากผนังของลำใส้เล็กหรือตับอ่อน ตับอ่อนถือว่าเป็นต่อมที่สำคัญของร่างกาย โดยมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการคือ สร้างเอ็นไซม์สำหรับการย่อย และปล่อยไปในทางเดินอาหาร และสร้างฮอร์โมนในกระแสเลือด น้ำย่อยจากตับอ่อนจะมีส่วนประกอบของโซเดียมไบคาร์บอเนต ซึ่งจะช่วยปรับสภาพลดความเป็นกรดของ chyme เมื่ออาหารมาถึงลำใส้ส่วนต้น และสร้างสภาวะความเป็นด่างซึ่งเหมาะสมกับการทำงานของเอ็นไซม์จากตับอ่อนและ ลำใส้เล็ก เอ็นไซม์เหล่านี้จะมีชื่อว่าโปรเตียส (proteases) เพื่อการทำการย่อยโปรตีนต่อไป เอ็นไซม์อไมเลส เพื่อย่อยคาร์โบไฮเดรต และเอ็นไซม์ไลเปสเพื่อการย่อยไขมัน ระบบการควบคุมการหลั่งเอ็นไซม์จากตับอ่อน ถูกควบคุมโดยฮอร์โมน 2 ชนิดคือ ซีครีติน และแพนคลีโอไซมิน (secretin and pancreozymin) ฮอร์โมน 2 ชนิดนี้ถูกหลั่งจากเซลที่ผนังของลำใส้เล็ก
หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของตับอ่อนคือการสร้างฮอร์โมนอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ตับ เป็นอวัยวะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับระบบการย่อยที่ลำใส้ เล็ก น้ำดีจากตับถูกผลิตอย่างต่อเนื่องไปเก็บที่ถุงน้ำดี และน้ำดีจะถูกปล่อยเข้าไปช่วยย่อยผ่านทางท่อน้ำดีเมื่อจำเป็น น้ำดีมีเกลือเป็นส่วนประกอบโดยทำหน้าที่คล้ายผงซักฟอกที่กระจายไขมันออกเป็น โมเลกุลเล็ก ๆ ทำให้เอ็นไซม์ไลเปสสามารถย่อยไขมันโมเลกุลเล็ก ๆ เหล่านี้ต่อไปได้ สีของน้ำดีนี้จะเป็นสีของอุจจารระนั่นเอง การย่อยอาหารจะสิ้นสุดสมบูรณ์ที่ลำใส้เล็ก และอาหารที่ถูกย่อยให้ได้โมเลกุลเล็ก ๆ ที่จะสามารถดูดซึมได้ผ่านจากผนังลำใส้สู่กระแสเลือด ส่วนที่เหลือจากการย่อย จะผ่านเข้าสู่ตับซึ่งจะถูกตับกำจัดออกไป ไขมันจะถูกดูดซึมผ่านทางหลอดน้ำเหลืองและถูกส่งไปยังกระแสเลือด ลำใส้เล็กจะยาวมาก และการดูดซึมตลอดช่วงความยาวของมัน รอยพับของลำใส้ และผนังที่ยื่นออกมาคล้ายนิ้วมือ และวิลไล (villi) ที่ผนังของลำใส้จะยิ่งช่วยให้ผนังลำใส้มีพื้นที่สัมผัสในการดูดซึมอาหารได้ ดียิ่งขึ้น สุนัขบางพันธุ์พื้นที่สัมผัสอาจกว้างเท่าพื้นที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนหน้าที่ของลำใส้ใหญ่เมื่อกากอาหารผ่านไปถึงลำใส้ใหญ่ สารอาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อยเกือบหมดแล้ว แต่จะมีการหมักอาหารไฟเบอร์ โดยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้เกิดก๊าซ อุจจาระจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60-70% ส่วนอื่น ๆ จะเป็นอาหารที่ไม่ได้ย่อยแบคทีเรียที่ตายแล้ว และอาหารอนินทรีย์อื่น ๆ อุจจาระจะถูกเก็บที่บริเวณลำไส้ตรงส่วนท้าย (rectum) และถูกขับออกผ่านหูรูดของทวารหนัก (anal sphincter) แม้ว่าการถ่ายอุจจาระจะสามารถบังคับได้ แต่อาจเกิดปัญหาในสุนัขอายุมาก สุนัขที่ท้องเสีย หรือมีอาการป่วยที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ การวัดอัตราการย่อยได้ของอาหารที่ให้กับสุนัขจะทำได้โดยการวิเคราะห์ทางเคมี แต่อย่างไรก็ตามจะไม่สามารถได้ค่าโภชนะที่ใช้ได้จริง เพราะโภชนะที่ดูดซึมได้ที่ทางเดินอาหารเท่านั้นที่สุนัขจุนำไปใช้ได้ อัตราการย่อยได้เป็นวิธีการที่ดีกว่าเพราะสามารถบอกปริมาณของสารอาหารต่าง ๆ ในอาหารได้โดยการคำนวณความแตกต่างของสารอาหารที่ให้เข้าไปกับสารอาหารที่ เหลือในอุจจาระ
เนื่อง จากปริมาณสารอาหารที่เหลือในอุจจาระคืออหารที่ย่อยไม่ได้ สารอื่น ๆ ที่ไม่สามารถดูดซึมแต่รวมเศษเซล และสารอื่นที่ถูกขับออกจากทางเดินอาหาร การวัดวิธีนี้จึงเรียกว่า อัตราการย่อยที่วัดได้(apparent digestability) แต่การวัดอัตราการย่อยที่แท้จริงโดยต้องมีการควบคุมสารที่ไม่ใช่อาหารให้มี การทดลองเพื่อให้ได้การวัดที่ถูกต้องยิ่งขึ้น แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว จะใช้การวัดอัตราการย่อยที่วัดได้ การวัดในสัตว์ชนิดเดียวกันมักจะวัดการย่อยในแต่ละชนิดอาหารมากกว่าการวัดใน สัตว์แต่ละตัว แต่อัตราการย่อยได้ในอาหารชนิดเดียวกันจะแตกต่างกันถ้าให้ในสัตว์ต่างชนิด กันอย่างแมวกับสุนัข เนื่องจากความแตกต่างของระบบการย่อยอาหาร โดยความแตกต่างนี้อาจเกิดจากความแตกต่างของอัตราส่วนของความยาวของทางเดิน อาหาร ต่อความยาวของร่างกาย สัตว์กินพืชเช่นม้า อัตราส่วนของลำไส้ต่อร่างกายจะสูงมาก เพราะอาหารจำพวกพืชจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์ ในสัตว์ที่กินทั้งพืช และสัตว์อย่างสุนัข และคน ลำไส้จะสั้นกว่า ในสัตว์กินเนื้อ เช่นแมวมีอัตราส่วนระหว่างลำไส้ต่อร่างกายน้อยที่สุด
ดัง นั้นอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นพืช จะมีอัตราการย่อยได้ที่ต่ำกว่าในสุนัข เนื่องจากส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ในขณะที่อาหารจำพวกเนื้อจะมีอัตราการย่อย ได้สูงกว่า ถ้าการย่อยได้จะเป็นการบ่งชี้เพื่อใช้ในการประมาณอาหารที่จะต้องการสำหรับ สัตว์ที่สุขภาพปกติ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน และพลังงานที่เพียงพอ ถ้าอาหารที่อัตราการย่อยได้ต่ำ สัตว์ก็ต้องกินอาหารนั้นมากขึ้นเพื่อให้ได้โภชนะตามความต้องการของร่างกาย และแน่นอนถ้ากินอาหารประเภทนี้สัตว์ก็จะถ่ายอุจจาระมากกว่าปกติ